Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6950/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของราษฎรที่ถูกเขตชลประทาน มีหน้าที่ควบคุมดูแลการตรวจสอบทรัพย์สินของราษฎรที่ถูกเขตชลประทานเพื่อจ่ายเงินค่าทดแทนการที่จำเลยที่ 1 ปล่อยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นอนุกรรมการไปตรวจสอบทรัพย์สินของราษฎร แล้วทำรายงานมาให้จำเลยที่ 1ลงชื่อร่วม เป็นเหตุให้โจทก์จ่ายเงินค่าทดแทนแก่ผู้ที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนไปตามรายงานของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่เอาใจใส่ปฏิบัติงานตามที่ได้รับแต่งตั้งเป็นความประมาทเลินเล่อแล้วจำเลยที่ 1 จะอ้างว่ามีภารกิจติดราชการอื่นแล้วละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากทางราชการหาได้ไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการสังกัดกรมที่ดินกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ขณะเกิดเหตุเป็นข้าราชการและลูกจ้างประจำของโจทก์ ปฏิบัติงานประจำอยู่ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายางมณีจำเลยที่ 5 มีตำแหน่งทางราชการเป็นกำนันตำบลจักรสีห์เมื่อปี 2527 สำนักงานชลประทานที่ 7 ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของโจทก์มีโครงการขุดลอกขยายคลองระบายน้ำแม่น้ำน้อยสาย 2ในท้องที่ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรีจำเลยทั้งห้าได้รับแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของราษฎรที่ถูกเขตชลประทานในท้องที่ดังกล่าวเพื่อจ่ายเงินค่าทดแทนโดยจำเลยที่ 1 เป็นประธานอนุกรรมการ

ส่วนจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 เป็นอนุกรรมการ เฉพาะจำเลยที่ 4 ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่จดบันทึกการตรวจสอบทรัพย์สินของราษฎรที่ถูกเขตชลประทานทั้งหมด แต่จำเลยทั้งห้าได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อโดยในการตรวจสอบทรัพย์สินของราษฎรที่ถูกเขตชลประทานนั้น จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันหลอกลวงนางน้ำค้าง คงสุนทร ซึ่งมีบ่อเลี้ยงปลา 2 บ่อ และนางสมศรี อยู่สบาย ซึ่งมีบ่อเลี้ยงปลา 1 บ่อ ว่า บุคคลทั้งสองไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากโจทก์ แล้วกลับนำเอาบ่อเลี้ยงปลาดังกล่าวไปเบิกจ่ายเงินให้แก่ราษฎรอื่นที่ไม่มีสิทธิจะได้รับเงินค่าทดแทนจำนวน 125,460 บาท และนำเงินที่ได้ไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือบุคคลอื่นนอกจากนั้นจำเลยทั้งห้ายังร่วมกันทำหลักฐานอันเป็นเท็จเบิกจ่ายเงินค่าบ่อเลี้ยงปลาให้แก่จำเลยที่ 5 อีกเป็นเงินจำนวน 29,400 บาท

รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งห้าสมคบกันทุจริตเบิกจ่ายไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวทั้งสิ้น 154,860 บาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยโจทก์ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนล่อเลี้ยงปลาไปเกินกว่าที่ควรจ่ายจริงเป็นจำนวน154,860 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 154,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งห้าต่างให้การปฏิเสธความรับผิด ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินคืนแก่โจทก์จำนวน 154,860 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของราษฎรที่ถูกเขตชลประทานเพื่อจ่ายเงินค่าทดแทนตามโครงการขุดลอกคลองระบายน้ำแม่น้ำน้อย 2ในท้องที่ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรีโดยจำเลยที่ 1 เป็นประธานอนุกรรมการ จำเลยที่ 1 ให้การยอมรับว่า ในการที่จำเลยที่ 1 เป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของราษฎรดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้ออกไปตรวจสอบทรัพย์สินของราษฎรที่ถูกเขตชลประทานร่วมกับอนุกรรมการอื่น เพียงแต่จำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อร่วมในรายงานของอนุกรรมการอื่นที่เสนอมาให้ลงชื่อร่วมเท่านั้น ที่ไม่ได้ไปตรวจสอบทรัพย์สินของราษฎรร่วมกับอนุกรรมการอื่น

เพราะจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเมืองสิงห์บุรีต้องปฏิบัติราชการอื่นด้วย เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของราษฎรที่ถูกเขตชลประทานมีหน้าที่ต้องควบคุมการดูแลการตรวจสอบทรัพย์สินของราษฎรที่ถูกเขตชลประทานเพื่อจ่ายเงินค่าทดแทนแต่กลับปล่อยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นอนุกรรมการไปตรวจสอบทรัพย์สินของราษฎร แล้วทำรายงานมาให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อร่วมในฐานะประธานอนุกรรมการจนกระทั่งโจทก์ในคดีนี้ได้จ่ายเงินค่าทดแทนบ่อเลี้ยงปลาพิพาทไปตามรายงานของคณะอนุกรรมการเป็นเงิน 154,860 บาท ซึ่งความจริงแล้วโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวเพราะผู้รับไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยจำเลยที่ 1 ไม่เอาใจใส่ปฏิบัติงานตามที่ได้รับแต่งตั้ง

ถือได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 จะอ้างว่ามีภารกิจติดราชการอื่นแล้วละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ประธานอนุกรรมการที่ได้รับมอบหมายจากทางราชการหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเคยทักท้วงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เรื่องบันทึกเสนอจ่ายเงินค่าทดแทนบ่อเลี้ยงปลาของราษฎรที่อยู่ในเขตที่ดินสาธารณะซึ่งจำเลยที่ 1 เห็นว่าตามระเบียบของกรมที่ดินจะจ่ายเงินค่าทดแทนให้ไม่ได้นั้น เห็นว่าในเรื่องนี้จำเลยที่ 1 เบิกความไว้ลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ไม่น่าเชื่อ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมมาตร พรหมานุกูล · ชลอ บุณยเนตร · กอบเกียรติ รัตนพานิช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 882/2567

กรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 6 ระบุเหตุที่โจทก์สละสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยว่า ในกรณีที่มีความเสียหายต่อรถยนต์ เมื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2567

เหตุแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 2 เป็นผลโดยตรงทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้อาคารของโจทก์ในการประกอบกิจกรรมบริการเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์ได้ เนื่องเพราะสำนักงานเขตบางกะปิมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่าอาคารมีสภาพที่อาจเป…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 700072)

แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสอ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 703998)

แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสอ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้