Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6955/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การจ้างก่อสร้างอาคารทั้งสามหลังรวมอยู่ในสัญญาฉบับเดียวกันรวมราคาค่าก่อสร้างเบ็ดเสร็จเป็นเงิน14,700,000บาทโดยไม่ได้จำแนกหรือระบุเฉพาะเจาะจงว่าอาคารแต่ละหลังราคาเท่าใดการก่อสร้างอาคารทั้งสามหลังกำหนดแล้วเสร็จในวันที่22มีนาคม2531ในสัญญาดังกล่าวถ้าจำเลยส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันแล้วเสร็จตามสัญญาจำเลยยอมให้ปรับเป็นรายวันละ10,000บาทและจ่ายค่าควบคุมงานเป็นรายวันวันละ200บาทโดยไม่ได้ระบุว่าเป็นค่าปรับหรือค่าควบคุมงานของอาคารหลังใดประการสำคัญหากโจทก์กับจำเลยประสงค์จะให้มีการปรับและจ่ายค่าควบคุมงานเป็นรายหลังต่อวันก็น่าจะตกลงไว้ในสัญญาให้ชัดแจ้งเมื่อไม่มีการตกลงกันเช่นนี้และกรณีมีข้อสงสัยจึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นคือจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา11จำเลยคงต้องรับผิดในค่าปรับและค่าควบคุมงานเป็นรายวันโดยรวมอาคารทั้งสามหลัง สัญญาค้ำประกันเป็นเพียงสัญญาซึ่งผู้ค้ำประกันผูกพันต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้แทนจำเลยเท่านั้นมิใช่มัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา377ที่โจทก์จะใช้สิทธิริบจำนวนเงินในสัญญาค้ำประกันในฐานะเป็นมัดจำได้ฉะนั้นแม้สัญญาค้ำประกันจะเป็นเอกสารปลอมโจทก์จะอ้างเป็นเหตุให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามจำนวนในสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์ไม่ได้หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการปลอมและใช้สัญญาค้ำประกันปลอมอย่างไรก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปเรียกค่าเสียหายเอาจากผู้กระทำความผิดนั้นต่อไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายตามสัญญาทั้งสองรายการรวมเป็นเงิน 9,781,027 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน3,293,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์อีก 1,810,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย5,103,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาแรกที่ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดในค่าปรับและค่าควบคุมงานกรณีก่อสร้างอาคารหอพักพยาบาลทั้งสามหลังล่าช้าเป็นรายหลังหรือไม่ เห็นว่า ในการจ้างก่อสร้างอาคารหอพักพยาบาลทั้งสามหลังรวมอยู่ในสัญญาฉบับเดียวกันรวมราคาก่อสร้างเบ็ดเสร็จเป็นเงิน 14,700,000 บาท โดยไม่ได้จำแนกหรือระบุเฉพาะเจาะจงว่าอาคารหลัง

ก. หรืออาคารหลัง ข. หรืออาคารหลัง ค. เป็นราคาหลังละเท่าใด การก่อสร้างอาคารทั้งสามหลังกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 22 มีนาคม 2531 และตามสัญญาข้อ 19ได้ตกลงกันว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันแล้วเสร็จตามสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้ปรับเป็นรายวันวันละ 10,000 บาทและจ่ายค่าควบคุมงานเป็นรายวันละ 200 บาท โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นค่าปรับหรือค่าควบคุมของอาคารหลังใด ประการสำคัญหากโจทก์กับจำเลยที่ 1 ประสงค์จะให้มีการปรับและจ่ายค่าควบคุมงานเป็นรายหลังต่อวันก็น่าจะตกลงไว้ในสัญญาข้อ 19 ให้ชัดแจ้ง เมื่อไม่มีการตกลงเช่นนี้ และกรณีมีข้อสงสัย จึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น

คือจำเลยที่ 1ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดในค่าปรับและค่าควบคุมงานเป็นรายรับโดยรวมอาคารหอพักพยาบาลทั้งสามหลังนั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นปัญหาต่อไปที่ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดใช้เงินตามจำนวนในสัญญาค้ำประกันปลอมทั้งสองฉบับหรือไม่ เห็นว่าสัญญาค้ำประกันเป็นเพียงสัญญาซึ่งผู้ค้ำประกันผูกพันต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิใช่มัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 ที่โจทก์จะใช้สิทธิริบจำนวนเงินในสัญญาค้ำประกันในฐานะเป็นมัดจำได้ ฉะนั้น แม้สัญญาค้ำประกันจะเป็นเอกสารปลอม โจทก์ก็จะอ้างเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 รับผิดใช้เงินตามจำนวนในสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์ไม่ได้หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการปลอมและใช้สัญญาค้ำประกันปลอมอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปเรียกค่าเสียหายเอาจากผู้กระทำความผิดนั้นต่อไป ส่วนประเด็นค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์จากการผิดสัญญานั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเห็นว่าศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์จำนวน 1,000,000 บาทเหมาะสมแล้ว แต่เห็นว่าศาลอุทธรณ์รวมตัวเลขผิดพลาดเพราะที่ถูกเป็นศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพิ่มให้อีกจำนวน 1,810,692 บาท รวมกับที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้แล้วเป็นเงิน 5,103,692 บาทพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินให้โจทก์จำนวน 5,103,692 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัยนาท พันตาวงศ์ · สะสม สิริเจริญสุข · สมชัย สายเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1233/2554

แม้สัญญาจำนำสิทธิตามสมุดคู่ฝากเงินจะระบุชื่อว่าเป็นเรื่องจำนำและเรียกคู่สัญญาว่าผู้รับจำนำและผู้จำนำ แต่สาระสำคัญของสัญญาจำนำสิทธิตามสมุดคู่ฝากเงินมีสาระสำคัญระบุความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในกรณีที่จำเลย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8942/2554

เงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายนั้น เป็นการให้เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาจะซื้อจะขายได้ทำขึ้นแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา โดยคู่สัญญามีเจตนาจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8286/2550

คำฟ้องของโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 ทำผิดระเบียบและฝ่าฝืนวิธีการขายรถยนต์ของโจทก์โดยขายรถยนต์ให้ลูกค้าได้เงินมาแล้วไม่ส่งมอบโจทก์จนครบถ้วน อันเป็นสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7122/2549

คำว่า "มัดจำ" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 คือทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ให้ไว้ในวันอื่น สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 3 ระบุว่า ในวันทำสัญญาโจทก์ผู้จะซื้อได้วางเงินมัดจำไว้ส่วนหนึ่งเป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4246/2549

จำนวนเงินตามสัญญาค้ำประกันมิใช่เงินที่บริษัท ล. มอบให้โจทก์ทันทีขณะทำสัญญา แต่เป็นเพียงหลักประกันว่าบริษัท ล. จะปฏิบัติตามสัญญาและหากบริษัท ล. ผิดสัญญาโจทก์จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นธนาคา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้