Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6977/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีภริยากัน ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่สามีจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ลงชื่อเป็นพยานในสัญญา โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าที่ดินและส่งมอบโฉนดที่ดินและสามีจำเลยที่ 2 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว เพียงแต่ยังมิได้มีการจดทะเบียนโอนแก่กัน เนื่องจากที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี นับแต่วันออกโฉนด แม้โจทก์จะอ้างว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาททำขึ้นภายในกำหนดเวลาห้ามโอน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็เป็นคนละส่วนกับการที่โจทก์ลงชื่อเป็นพยานในสัญญาซึ่งถือได้ว่า โจทก์รู้เห็นยินยอมและให้สัตยาบันการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 เข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์ยินยอมในการขายที่ดินตั้งแต่แรกแล้ว โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง และไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน ระหว่างอยู่กินด้วยกันมีสินสมรสคือที่ดินโฉนดเลขที่ 25783 ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 จำเลยที่ 1 นำที่ดินดังกล่าวไปทำนิติกรรมขายแก่จำเลยที่ 2 ในราคา 100,000 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าราคาประเมินโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินโดยไม่สุจริต เนื่องจากจำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์ไม่ให้ความยินยอมและจำเลยที่ 2 ไม่ได้เสียค่าตอบแทน ต่อมาจำเลยที่ 2 โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 โดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทน ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสาม 1,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 25783 ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 1 งาน 85 ตารางวา เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์เพียงลำพัง โดยที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดของทางราชการห้ามโอนภายใน 10 ปี นับแต่วันออกโฉนดปี 2530 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้หรือไม่ เห็นว่า ฝ่ายจำเลยมีจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 กับสิบตำรวจตรีไกรศรสามีของจำเลยที่ 2 มาเบิกความยืนยันว่า

ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2531 จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่สิบตำรวจตรีไกรศร ในราคา 20,000 บาท มีโจทก์เองลงลายมือชื่อเป็นพยานไว้ด้วย แต่ยังไม่สามารถโอนแก่กันได้เพราะอยู่ในระหว่างห้ามโอนภายใน 10 ปี โดยมีหนังสือสัญญาการซื้อขายดังกล่าวมาแสดง กับทั้งยังมีนายคำมูลและนายศรีเนียม มาเบิกความรับรองด้วยว่า นายคำมูลและนายศรีเนียมเป็นพยานรู้เห็นและต่างลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญาการซื้อขายดังกล่าวไว้จริง โจทก์เพียงนำสืบโต้เถียงว่า โจทก์ไม่เคยขายที่ดินแก่ผู้ใดแต่โจทก์กลับเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามยอมรับว่า สามีของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินต่อจากโจทก์ จึงเจือสมด้วยข้อนำสืบของฝ่ายจำเลยตามคำเบิกความของสิบตำรวจตรีไกรศรที่ว่า

ได้ชำระค่าที่ดินแก่โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท ในวันทำสัญญา โจทก์และจำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดิน และสิบตำรวจตรีไกรศรสามีของจำเลยที่ 2 เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ตัดฟันต้นมะม่วงที่โจทก์ปลูกออกไปทั้งหมดแล้วจ้างรถไถมาปรับที่ปลูกไม้สักในที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งแต่ปี 2531 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทแก่สิบตำรวจตรีไกรศรสามีของจำเลยที่ 2 แล้วตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2531 แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนแก่กัน เพราะอยู่ในข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ซึ่งเป็นอุปสรรคในขณะนั้นดังเห็นได้จากสัญญาข้อ 3 ที่ว่า ถ้าผู้ขาย (จำเลยที่ 1) ผิดสัญญาตามที่ตกลงกัน ผู้ขายยินยอมคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อ (สิบตำรวจตรีไกรศร)

พร้อมดอกเบี้ย และยินยอมให้ยึดถือโฉนดดังกล่าวเป็นประกันด้วย ดังนั้น การทำนิติกรรมโอนขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามเจตจำนงของสิบตำรวจตรีไกรศรเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 จึงสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินให้แก่สิบตำรวจตรีไกรศร โดยโจทก์ลงชื่อเป็นพยานในสัญญาและโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าที่ดินไปแล้ว แม้โจทก์จะอ้างว่าสัญญาดังกล่าวทำขึ้นภายในกำหนดเวลาห้ามโอน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แต่ก็เป็นคนละส่วนกับการที่โจทก์ลงชื่อเป็นพยานในสัญญาซึ่งถือได้ว่าโจทก์รู้เห็นยินยอมและให้สัตยาบันการทำสัญญาการซื้อขายในปี 2531 อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 เข้าใจโดยสุจริต เมื่อมีการจดทะเบียนโอนในครั้งหลังว่าโจทก์เคยยินยอมในการขายมาตั้งแต่แรกแล้วประกอบกับขณะเวลานั้นโจทก์เองก็ประสบอุบัติเหตุรถชนไม่ค่อยสบาย

กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำไปโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ย่อมได้รับยกเว้นให้โจทก์ไม่อาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนในกรณีนี้เสียแล้ว โจทก์ก็ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย โดยไม่จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 กระทำโดยสุจริตหรือไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ สายสอาด · เกษม วีรวงศ์ · กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้