คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๘๓, ๕๘ และบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ใน คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๔๘๗/๒๕๓๘ ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๓ จำคุก ๑๕ ปี บวกโทษที่รอไว้เข้ากับคดีนี้เป็นจำคุก ๑๖ ปี ๑ เดือน
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าเหตุการณ์ที่ถูกคนร้ายข่มขืนกระทำชำเรานั้นหากไม่เป็นความจริงและไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กนักเรียนอายุเพียง ๑๕ ปีเศษ แล้วคงจะไม่กล่าวอ้างให้ตนเองต้องได้รับความเสื่อมเสีย เป็นแน่ คดีฟังได้มั่นคงว่า จำเลยได้ชักพาผู้เสียหายและนายสุรชัยคนรักผู้เสียหายไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุ ต่อมา นายสุรชัย กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีจึงคิดจะกลับ ขณะที่นายสุรชัยกำลังติดเครื่องรถจักรยานยนต์และผู้เสียหายจะนั่ง ซ้อนท้าย จำเลยได้เข้ามาล็อกคอผู้เสียหายลากลงมาและกอดปล้ำผู้เสียหาย จากนั้นนายเตี้ย นายแจ๊คและนายเชียรเข้ามาจับแขนขาผู้เสียหายพาไปที่แคร่ข้างกระท่อมแล้วช่วยกันถอดกางเกงผู้เสียหาย
นายสุรชัยจะเข้าไปช่วยเหลือแต่ถูก นายเชียรขัดขวาง นายเตี้ยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นคนแรกโดยมีนายเชียรช่วยจับแขนขาผู้เสียหาย ระหว่างนี้จำเลยซึ่งอยู่บริเวณแคร่ได้ตะโกนบอกให้นายแจ๊คไปตามหานายสุรชัยซึ่งหนีออกไปหาคนช่วยเหลือ แล้วจำเลยและนายแจ๊ควิ่งออกไปเพื่อหวังสะกัดกั้นมิให้นายสุรชัยไปร้องขอความช่วยเหลือได้ หลังจากนายเตี้ยข่มขืนกระทำชำเราเสร็จแล้ว นายเชียรได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นคนต่อไป ดังนี้ แม้จำเลยจะมิได้ช่วยจับแขนขาผู้เสียหายระหว่างที่นายเตี้ยหรือนายเชียรกระทำชำเราด้วยก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวนับได้ว่าเป็นตัวการในการร่วมมือ ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสอง แล้ว
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน