คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดแต่สอดเข้าจัดกิจการของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกันรับผิดชอบในหนี้สินของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2533จำเลยทั้งสามได้แต่งตั้งและยินยอมให้นางยุพาเป็นตัวแทนเสนอขายรถยนต์จำนวน 2 คัน ให้แก่โจทก์ โจทก์ตกลงจะซื้อรถยนต์นั้นไว้โดยทำสัญญาวางเงินมัดจำให้แก่จำเลยทั้งสามไว้จำนวน 100,000 บาท แต่สัญญาซื้อขายจะทำภายหลังเป็นหนังสือเมื่อมิได้ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์เป็นหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์จึงยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเพียงคำเสนอขายรถยนต์ของฝ่ายจำเลยเท่านั้น
จำเลยทั้งสามและนางยุพาตกลงว่าจะหาแหล่งเงินกู้ให้โจทก์เพื่อนำมาซื้อรถยนต์ดังกล่าวแต่จำเลยทั้งสามและนางยุพาแหล่งเงินกู้ไม่ได้โจทก์จึงไม่ประสงค์จะซื้อรถยนต์จากจำเลยทั้งสาม และได้บอกปัดคำเสนอขายรถยนต์ของจำเลยทั้งสามขอให้คืนเงินมัดจำแก่โจทก์แต่จำเลยทั้งสามไม่ยอมขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินมัดจำจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสามให้การว่า นางยุพาไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามไม่เคยตกลงว่าจะหาแหล่งเงินกู้ให้แก่โจทก์ ใบเสร็จรับเงินมัดจำเป็นหลักฐานการซื้อขายรถยนต์ที่สมบูรณ์ ไม่ต้องทำสัญญาซื้อขายเป็นหนังสืออีกโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขาย จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินมัดจำคืนโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับเฉพาะอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ถึงจำเลยที่ 1 ที่ 2 ด้วย โดยวินิจฉัยว่าหนี้ตามฟ้องเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ชอบหรือไม่เห็นว่าโจทก์ฟ้องว่าได้ตกลงซื้อรถทัวร์จากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ
จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดแต่ได้สอดเข้าไปจัดการงานของจำเลยที่ 1จึงต้องรับผิดร่วมกันคืนเงินมัดจำจำนวน 100,000 บาทจำเลยทั้งสามจึงเป็นลูกหนี้ร่วมของโจทก์ ดังนั้น จึงเป็นการชำระหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 2 ซึ่งไม่อุทธรณ์ด้วยจึงชอบแล้ว
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน