Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7051/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ขายสินค้าพิพาททั้งสามรายการตามใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ที่ออก ณ โรงอุตสาหกรรม สูงกว่าราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม โดยอ้างว่า มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิตสินค้า เช่น ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริการหรือค่าโฆษณารวมอยู่ด้วย โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่าส่วนต่างระหว่างราคาขายตามใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์กับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม เป็นค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารหรือค่าโฆษณา โจทก์นำสืบว่าการขายสินค้าของโจทก์ทั้งหมดเป็นการขายโดยขนส่งถึงมือลูกค้าซึ่งโจทก์จะทำการขนส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าประจำสำนักงานสาขา จากนั้นก็จะกระจายสินค้าส่งไปยังลูกค้าต่อไป โดยค่าขนส่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะคำนวณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยและคิดรวมอยู่ในราคาสินค้าที่ขายแต่ละขวด ส่วนจำเลยนำสืบเพียงว่าจำนวนฝาขวดที่โจทก์ได้เสียภาษีไว้ ไม่สัมพันธ์กับจำนวนฝาขวดที่โจทก์รับไปจึงออกตรวจปฏิบัติการสถานประกอบการของโจทก์พบว่า ราคาขายตามใบกำกับภาษีของโจทก์สูงกว่าราคาขายของโจทก์ที่แจ้งต่อจำเลยตามแบบแจ้งราคาขาย และไม่มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงราคาเพิ่มเติม จึงมีส่วนต่างราคาที่โจทก์ต้องชำระภาษี ซึ่งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมที่แสดงในแบบแจ้งราคาขาย เป็นราคาที่ผู้ผลิตขายให้แก่ผู้ซื้อโดยสุจริตและเปิดเผย ณ สถานที่ผลิตสินค้า หรือราคาซื้อขายกัน ณ สถานที่ผลิตสินค้า แต่กรณีของโจทก์เป็นการขายสินค้าโดยโจทก์เป็นผู้นำสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้าพร้อมออกใบกำกับภาษีขาย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ราคาสินค้าตามที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษีเป็นราคาที่มีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นด้วยโดยโจทก์มิได้แยกค่าขนส่งและค่าบริหารการขายออกจากราคาพิพาท แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้หักค่าใช้จ่ายในการขนส่งออกจากมูลค่าสินค้าก่อนคำนวณภาษีนั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการขนส่งทั้งปีซึ่งรวมสินค้ารายการอื่นๆ ของโจทก์ที่มิได้พิพาทกันในคดีนี้ด้วย ทั้งโจทก์ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าขนส่งสินค้าที่พิพาททั้งสามรายการในคดีนี้จำนวนเท่าใด ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางให้หักค่าขนส่งออกจากมูลค่าสินค้าที่เป็นฐานภาษี (ราคาขาย) ก่อนคำนวณภาษี จึงไม่ชอบ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอบังคับให้เพิกถอนการประเมินภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิต (ภษ.02-08) เลขที่ กค 0614/2432 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2551 เลขที่ กค 0614/2433 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2551 และเลขที่ กค 0614/2716 ลงวันที่ 29 กันยายน 2551 คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต เลขที่ 20645/2552 ลงวันที่ 23 กันยายน 2552 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต เลขที่ 1/2553 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 ให้งดหรือลดเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มทั้งหมดแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีสรรพสามิตและภาษีเพิ่มเพื่อมหาดไทย ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิต เลขที่ กค 0614/2432 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2551 เลขที่ กค 0614/2433 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2551 และเลขที่ กค 0614/2716 ลงวันที่ 29 กันยายน 2551 คำวินิจฉัยคัดค้าน เลขที่ 20645/2552 ลงวันที่ 23 กันยายน 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ 1/2553 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 โดยให้หักค่าขนส่งสำหรับการประเมิน ปี 2549 ร้อยละ 6.59 และปี 2550 ร้อยละ 4.17 ออกจากยอดขายก่อนคำนวณภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีเพิ่มเพื่อมหาดไทยแล้วคำนวณภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเพิ่มเพื่อมหาดไทยใหม่ โดยให้ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมผลิตเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมตรา อาเจบิ๊กโคล่า มีหน้าที่ต้องชำระภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 20 ของมูลค่าหรือราคาขายโดยใช้ฝาขวดเป็นเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี โจทก์แจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมสำหรับเครื่องดื่มน้ำอัดลมขนาด 0.620 ลิตร ราคา 7.48 บาท ขนาด 0.535 ลิตร ราคา 6.40 บาท ขนาด 1 ลิตร ราคา 8.64 บาท แต่จำเลยทักท้วงให้ปรับราคาสำหรับขนาด 1 ลิตร เป็น 10 บาท ตามสำเนาแบบแจ้งราคาขายหรือแบบ ภษ. 01-44 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต

พ.ศ. 2527 หรือแบบ ภษ. 02-07 รอบระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2550 รอบระยะเวลาตั้งแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคม 2549 และรอบระยะเวลาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม 2550 แจ้งให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติม เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยรวม 99,405,332.04 บาท 29,219,992.45 บาท และ 147,867,478.83 บาท โจทก์ยื่นคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 หรือแบบ ภษ. 01-25 ต่ออธิบดีกรมสรรพสามิต อธิบดีกรมสรรพสามิตมีคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 หรือแบบ ภษ.02-10 เลขที่ 20645/2552 ลงวันที่ 23 กันยายน 2552 ให้ยกคำคัดค้านการประเมินภาษีของโจทก์

โจทก์ยื่นคำอุทธรณ์คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 หรือแบบ ภษ. 01-26 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 หรือแบบ ภษ. 02-09 เลขที่ 1/2553 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 ให้ยกคำอุทธรณ์ของโจทก์ แต่โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องต่อศาลภายในกำหนดที่ศาลอนุญาตให้ขยายเวลาหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 96 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์" พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 บัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาในศาลภาษีอากรให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดตามมาตรา 20 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 บัญญัติว่า "เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือตามที่ศาลได้กำหนดไว้ หรือระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในกฎหมายอื่น เพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาใดๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น แต่การขยายหรือย่นเวลาเช่นว่านี้ให้พึงทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย"

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า กำหนดเวลาให้ผู้อุทธรณ์คำวินิจฉัยมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 96 วรรคหนึ่ง เป็นกำหนดเวลาให้ฟ้องคดี ถ้าโจทก์ไม่ฟ้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าวย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดี แม้ไม่เป็นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ แต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 96 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต ฯ เพื่อให้ดำเนินการฟ้องคดีก่อนสิ้นระยะเวลานั้น

ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจขยายหรือย่นระยะเวลาให้โจทก์ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 96 วรรคหนึ่ง ได้ โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17 แม้จะเป็นระยะเวลาก่อนฟ้องคดีหรือก่อนเสนอคำฟ้องต่อศาลก็ตาม คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 96 วรรคหนึ่ง ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกและตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อที่สองมีว่า

ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม สำหรับสินค้าเครื่องดื่มที่ใช้ในการประเมินภาษีของจำเลย คำวินิจฉัยคำคัดค้าน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 8 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 11 วรรคหนึ่ง และมาตรา 12 วรรคหนึ่ง การเสียภาษีตามมูลค่านั้นให้ถือมูลค่าตาม (1) (2) และ (3) โดยให้รวมภาษีสรรพสามิตที่พึงต้องชำระด้วย ดังนี้ (1) ในกรณีสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ถือตามราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม" ซึ่งมาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ "โรงอุตสาหกรรม" หมายความว่า "สถานที่ที่ใช้ในการผลิตสินค้า รวมตลอดทั้งบริเวณแห่งสถานที่นั้น และให้หมายความรวมถึงเครื่องขายเครื่องดื่มด้วย"

นอกจากนี้มาตรา 117 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการกำหนดมูลค่าของสินค้า ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ตามแบบที่อธิบดีกำหนดไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันเริ่มจำหน่ายสินค้านั้น" วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาที่ได้แจ้งไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมแจ้งราคาที่เปลี่ยนแปลงต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันที่จะมีการเปลี่ยนแปลงราคา" และตามแบบแจ้งราคาขาย ตามมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 หรือแบบ ภษ. 01-44 ข้อที่ควรทราบและถือปฏิบัติ ระบุว่า 1. ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมตามแบบ ภษ. 01-44 คือ

ราคาสินค้าที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมขายโดยสุจริตและเปิดเผย ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าราคารวมที่คำนวณจากค่าวัตถุดิบ ค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายในการผลิต ค่าใช้จ่ายอื่นๆ กำไร ภาษีสรรพสามิตและภาษีสรรพสามิตที่เก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทย 2. การแจ้งราคาขายหรือแจ้งเปลี่ยนแปลงราคาที่ได้แจ้งไว้ต้องแจ้งไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนวันเริ่มจำหน่ายสินค้าหรือวันที่จะเปลี่ยนแปลงราคา ต่อกลุ่มวิชาการกำหนดมูลค่า สำนักบริหารการจัดเก็บภาษี 2 กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตจังหวัดที่โรงอุตสาหกรรมตั้งอยู่ พร้อมทั้งแนบเอกสารประกอบดังนี้ 2.1 โครงสร้างต้นทุนการผลิตและราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม 2.2 รูปแบบสินค้า (ภาพถ่ายหรือแบบเสนอขาย) เมื่อคดีนี้ปรากฏว่า

โจทก์ขายสินค้าพิพาททั้งสามรายการตามใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ที่ออก ณ โรงอุตสาหกรรม สูงกว่าราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม โดยโจทก์อ้างว่ามีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิตสินค้า เช่น ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารหรือค่าโฆษณา รวมอยู่ด้วย โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่า ส่วนต่างระหว่างราคาขายตามใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์กับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม เป็นค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารหรือค่าโฆษณา โจทก์นำสืบว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของโจทก์ที่แสดงไว้ตามแบบแจ้งราคาขาย หรือแบบ ภษ. 01-44 เป็นราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ที่เป็นไปตามวิธีการคำนวณและหลักเกณฑ์สากล โดยราคาตามแบบแจ้งราคาขาย หรือแบบ

ภษ. 01-44 ดังกล่าวพิจารณาจากโครงการการผลิตของบริษัทแม่ในต่างประเทศว่ามีรายจ่ายเกี่ยวข้องอะไรบ้างตามที่นางสาวยุวดี ผู้จัดการฝ่ายภาษีมีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลงานที่เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตของโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงและเทียบเคียงกับแนวทางกรมสรรพสามิตเกี่ยวกับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของสินค้ารถยนต์ ตามคำสั่งกรมสรรพสามิต ที่ 197/2537 เรื่อง ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมสำหรับสินค้ารถยนต์ โดยโจทก์มีนายเฮอร์นัน ออกัสโต กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ มีหน้าที่ในการควบคุม ดูแล และบริหารกิจการของบริษัทโจทก์ให้เป็นไปตามขอบวัตถุประสงค์ เป็นพยานเบิกความได้ความว่า โจทก์จำหน่ายสินค้าผ่าน 2 ช่องทาง คือ 1) การจำหน่ายสินค้าผ่านพนักงานขายประจำสำนักงานสาขา (Cedis)

เมื่อผลิตสินค้า ณ โรงอุตสาหกรรม เสร็จแล้ว โจทก์จะกระจายสินค้าไปยังศูนย์กระจายสินค้าทั้ง 6 สาขา พนักงานขายจะเบิกสินค้าออกไปขาย และเก็บเงินสด พร้อมกับออกใบกำกับภาษีขายของบริษัทโจทก์ โดยใช้รหัสสาขากำกับ ซึ่งราคาที่ปรากฏในใบกำกับภาษีเป็นราคาที่รวมค่าใช้จ่ายอย่างอื่น เช่น ค่าขนส่ง ค่าบริหารการขายอยู่ด้วย และ 2) การจำหน่ายสินค้าผ่านพนักงานขายของโจทก์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ (Econored) โดยเมื่อพนักงานขายของโจทก์ได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าก็จะแจ้งไปยังศูนย์ประจำภาคเพื่อจัดส่งสินค้าพร้อมกับออกใบกำกับภาษีขายที่ออก ณ สำนักงานใหญ่ให้แก่ลูกค้า ราคาที่ระบุในใบกำกับภาษีมีค่าใช้จ่ายอย่างอื่น เช่น ค่าขนส่ง ค่าบริหารการขายรวมอยู่ด้วย

การขายสินค้าของโจทก์ทั้งหมดเป็นการขายโดยขนส่งถึงมือลูกค้าซึ่งโจทก์จะทำการขนส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าประจำสำนักงานสาขา จากนั้นก็จะกระจายสินค้าส่งไปยังลูกค้าต่อไป โดยค่าขนส่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะคำนวณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยและคิดรวมอยู่ในราคาสินค้าที่ขายแต่ละขวด ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2549 กิจการของโจทก์มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเป็นจำนวนทั้งสิ้น 164,871,404.27 บาท ซึ่งในจำนวนนี้มีค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าขนส่งรวมอยู่ด้วย 31,453,079.28 บาท ส่วนในรอบระยะเวลาปี 2550 กิจการของโจทก์มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเป็นจำนวนทั้งสิ้น 405,726,742.93 บาท ซึ่งในจำนวนนี้มีค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าขนส่งรวมอยู่ด้วย 102,648,543.08 บาท ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือแบบ

ภ.ง.ด.50 สำหรับปีภาษี 2549 และปี 2550 ส่วนจำเลยนำสืบแต่เพียงว่า จำนวนฝาขวดที่โจทก์ได้เสียภาษีไว้ไม่สัมพันธ์กับจำนวนฝาขวดที่โจทก์รับไป จึงออกหมายเรียกเพื่อทำการตรวจสอบการชำระภาษี และจากการออกตรวจปฏิบัติการสถานประกอบการของโจทก์พบว่า ราคาขายสินค้าตามใบกำกับภาษีของโจทก์สูงกว่าราคาขายของโจทก์ที่แจ้งไว้ต่อจำเลย และไม่มีการแจ้งเปลี่ยนราคาเพิ่มเติม จึงมีส่วนต่างราคาที่โจทก์ยังไม่ได้ชำระภาษี และมีปริมาณขายตามใบกำกับภาษีในแต่ละเดือนคำนวณเป็นภาษีที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มตามตารางสรุป

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของโจทก์ที่แสดงไว้ตามแบบแจ้งราคาขาย หรือแบบ ภษ.01-44 ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ผลิตขายให้แก่ผู้ซื้อโดยสุจริตและเปิดเผย ณ สถานที่ผลิตสินค้า หรือราคาซื้อขายสินค้ากัน ณ สถานที่ผลิตสินค้า แต่กรณีของโจทก์เป็นการขายสินค้าโดยโจทก์เป็นผู้นำสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้าพร้อมกับออกใบกำกับภาษีขาย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ราคาสินค้าที่ระบุในใบกำกับภาษีขายเป็นราคาที่มีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นรวมอยู่ด้วย เช่น ค่าขนส่ง และค่าบริการการขาย โดยโจทก์มิได้แยกค่าขนส่งและค่าบริหารการขายออกจากราคาสินค้าพิพาท ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม สำหรับสินค้าเครื่องดื่มที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้หักค่าขนส่งในปี 2549 ร้อยละ 6.59 และในปี 2550 ให้หักค่าขนส่งร้อยละ 4.17 ออกจากมูลค่าสินค้าที่เป็นฐานภาษี (ราคาขาย)

เสียก่อนแล้วจึงคำนวณภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเพิ่มเพื่อมหาดไทยนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากพยานโจทก์ทุกปากไม่ได้เบิกความถึงอัตราค่าขนส่งดังกล่าว และไม่ได้เบิกความว่าราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ของสินค้าที่พิพาททั้งสามรายการที่โจทก์ยื่นราคาขายไว้ตามแบบแจ้งราคาขายจะต้องหักค่าขนส่งออกจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมที่ยื่นไว้นี้เป็นจำนวนเท่าใดต่อสินค้าหนึ่งหน่วย (ขวด) ไม่ได้เบิกความว่าค่าขนส่งในปีดังกล่าวแต่ละปีเป็นค่าขนส่งอะไรหรือแยกเป็นค่าขนส่งสินค้าที่พิพาทจำนวนเท่าใดอันจะทำให้สามารถคำนวณค่าเฉลี่ยเป็นอัตราร้อยละตามที่พิพากษาได้ ทั้งตามใบกำกับภาษีของโจทก์ไม่ปรากฏรายการค่าขนส่งเป็นจำนวนเท่าใด นั้น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้หักค่าใช้จ่ายในการขนส่งในปี 2549 ร้อยละ 6.59 และในปี 2550 ให้หักค่าขนส่งร้อยละ 4.17 ออกจากมูลค่าสินค้าที่ใช้เป็นฐานภาษี (ราคาขาย) เสียก่อนแล้วจึงคำนวณภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย นั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการขนส่งของบริษัทโจทก์ทั้งปี ซึ่งรวมถึงค่าขนส่งสินค้ารายการอื่น ๆ ของโจทก์ที่มิได้พิพาทกันในคดีนี้ด้วย แต่สินค้าที่พิพาทกันในคดีนี้มีเพียงสามรายการเท่านั้น และตามคำเบิกความของกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ที่อ้างว่าค่าขนส่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดดังกล่าวจะคำนวณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยและคิดรวมอยู่ในราคาสินค้าที่ขายแต่ละขวดแล้ว เป็นเพียงสัญญาจ้างขนส่งและสัญญาเช่ารถยนต์พร้อมคนขับ

ไม่มีรายการคำนวณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยแต่อย่างใด คำเบิกความของกรรมการผู้จัดการโจทก์ดังกล่าวยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าขนส่งสำหรับสินค้าที่พิพาททั้งสามรายการในคดีนี้จำนวนเท่าใด ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางให้หักค่าขนส่งในปี 2549 อัตราร้อยละ 6.59 และในปี 2550 อัตราร้อยละ 4.17 ออกจากมูลค่าสินค้าที่เป็นฐานภาษี (ราคาขาย) เสียก่อน แล้วจึงคำนวณภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเพิ่มเพื่อมหาดไทย นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า กรณีของโจทก์มีเหตุสมควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์หรือไม่

เพียงใด เห็นว่า พฤติการณ์ของโจทก์ที่ผลิตสินค้าและจำหน่ายสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมขนาดบรรจุขวดหลายขนาด แต่สินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่พิพาทในคดีนี้มีเพียงสามขนาดที่เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตโจทก์เพิ่มขึ้นตามราคาที่โจทก์ระบุไว้ในใบกำกับภาษีขาย โดยโจทก์อ้างว่าเป็นราคาขายปลีกหรือขายส่งที่มีค่าใช้จ่ายอย่างอื่น เช่น ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการบริหารการขายรวมอยู่ด้วยในใบกำกับภาษีขาย แต่โจทก์ไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินค้าพิพาทเพียงใด พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ประกอบกับโจทก์ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเป็นอย่างดี ที่ศาลภาษีอากรกลางเห็นสมควรลดเบี้ยปรับให้โจทก์คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายแต่ไม่ลดเงินเพิ่มนั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่หักค่าขนส่งสำหรับการประเมิน ปี 2549 และปี 2550 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไมตรี ศรีอรุณ · ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ · ประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.38/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ150/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ199/2554
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้