Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 706/2516

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การบรรยายฟ้องเกี่ยวแก่การกระทำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) หาได้บัญญัติว่าต้องใช้ถ้อยคำของกฎหมายไม่โจทก์จะบรรยายถ้อยคำอย่างใดพอให้เข้าใจได้ว่า จำเลยได้กระทำการที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดก็ใช้ได้ ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309และ มาตรา 295 โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า "จำเลยมีจิตคิดร้ายเจตนากลั่นแกล้งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันจับมือขา กระชากและเตะโจทก์ ใส่กุญแจมือโจทก์ไพล่หลังจนโจทก์มีบาดแผลและทั้งควบคุมโจทก์ไว้ 2 คืน โจทก์ได้รับความเสียหาย" ข้อความดังกล่าวเข้าใจได้ดีแล้วว่า พฤติการณ์ที่จำเลยกระทำต่อโจทก์นั้น เป็นการที่จำเลยได้ข่มขืนใจให้โจทก์ต้องจำยอมต่อการกระทำของจำเลย โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพของโจทก์ และการที่จำเลยจับมือ ขา กระชากและเตะโจทก์จนมีบาดแผล ถือได้ว่าเป็นการประทุษร้ายให้เกิดอันตรายแก่กายเพราะการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นผิด จึงเป็น ฟ้องที่สมบูรณ์แล้ว ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มิได้ยกเลิกไปเสียทีเดียวเพียงแต่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2502 มาตรา 13 และยังคงเป็นบทบังคับอยู่เช่นเดิม แม้ฟ้องโจทก์อ้างแต่พระราชบัญญัติและมาตราเดิมไม่อ้างกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมเป็นบทลงโทษก็ใช้ได้ ถือว่าเป็นหน้าที่ของศาลต้องรู้เองศาลย่อมมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 157 ที่แก้ไขได้ โจทก์ได้กระทำผิดซึ่งหน้า แต่ความผิดที่โจทก์กระทำเป็นแต่เพียงความผิดฐานลหุโทษ ฐานฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์เก็บค่าดูจากประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทุกคนรู้จักหลักแหล่งของโจทก์แล้ว จึงไม่เป็นเหตุให้ถือว่าเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 96(2)การที่จำเลยทั้งหมดผู้เป็นเจ้าพนักงานไปทำการจับกุมโจทก์ในที่รโหฐานในเวลากลางคืนโดยไม่มีหมาย จึงไม่มีอำนาจที่จะทำได้ตามกฎหมาย โจทก์มีสิทธิป้องกันการจับกุมได้และการที่จำเลยทั้งหมดควบคุมโจทก์จากโรงภาพยนตร์ไปสถานีตำรวจ ถือได้ว่าเป็นการหน่วงเหนี่ยวโจทก์ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายเช่นกัน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง ๕ คน เป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนิคมหัวงิ้ว จังหวัดนครสวรรค์ ได้ร่วมกันควบคุมโจทก์โดยไม่มีหมายจับในข้อหาว่าใช้สถานที่เป็นโรงมหรสพฉายภาพยนตร์ไม่รับอนุญาตในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จำเลยมีจิตคิดร้ายเจตนากลั่นแกล้งเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยร่วมกันจับมือและขาโจทก์กระชาก เตะโจทก์แล้วล้วงเอาเงิน ๗๐ บาทจากกระเป๋ากางเกงโจทก์ใช้กุญแจมือใส่ข้อมือโจทก์ไพล่หลัง บาดแผลโจทก์ตามสำเนาการตรวจบาดแผลท้ายฟ้องแล้วร่วมกันควบคุมโจทก์ไปควบคุมที่สถานีตำรวจ ๒ คืน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๓๐๙, ๓๑๐, ๓๔๐, ๒๙๕, ๘๓

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งประทับฟ้อง จำเลยให้การร่วมกันว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ครบองค์ความผิดจึงไม่สมบูรณ์ จำเลยปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้กระทำผิดดังฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องถูกต้องตามกฎหมายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๓๑๐ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓แต่ไม่สมบูรณ์ในข้อหาความผิดตามมาตรา ๓๐๙, ๓๔๐, ๒๙๕ และวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์นำสืบมาจำเลยไม่เป็นความผิดและมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับผิด พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องโจทก์บรรยายครบถ้วนตามองค์ความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๓๐๙, ๓๑๐, ๒๙๕ แต่ไม่สมบูรณ์ตามมาตรา ๓๔๐ และเชื่อว่าจำเลยได้กระทำผิด พิพากษาแก้ว่า จำเลยทั้ง ๕คนมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ที่แก้ไขใหม่มาตรา ๓๐๙, ๓๑๐, ๒๙๕, ๘๓ ให้ลงโทษกระทงหนักที่สุดตามมาตรา ๑๕๗ที่แก้ไขใหม่ จำคุกคนละ ๑ ปี ปรับคนละ ๒,๐๐๐ บาท โทษจำรอไว้ภายใน ๒ ปีตามมาตรา ๕๖ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษสถานหนักและไม่รอการลงโทษ

จำเลยทั้งห้าฎีกาขอให้ยกฟ้อง

ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่บรรยายว่าจำเลยได้กระทำการอันเป็นการข่มขืนใจให้โจทก์กระทำการหรือไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงทรัพย์สินของโจทก์ ทั้งยังบรรยายว่าเป็นการกระทำตามหน้าที่ของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการข่มขืนใจอันเป็นความผิดตามมาตรา ๓๐๙ อีกทั้งความผิดตามมาตรา ๒๙๕ ฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยทำร้ายโจทก์เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า การบรรยายฟ้องเกี่ยวแก่การกระทำนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘(๕) บัญญัติว่าต้องมี "การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด" หาได้บัญญัติว่าต้องใช้ถ้อยคำของกฎหมายไม่ โจทก์จะบรรยายถ้อยคำอย่างใดพอให้เข้าใจได้ว่าจำเลยได้กระทำการที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดก็ใช้ได้ เฉพาะคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีจิตคิดร้ายเจตนากลั่นแกล้งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันจับมือ ขา กระชากและเตะโจทก์ใส่กุญแจข้อมือโจทก์ไพล่หลัง จนโจทก์มีบาดแผล และทั้งควบคุมโจทก์ไว้ ๒ คืน โจทก์ได้รับความเสียหาย ข้อความดังกล่าวเข้าใจได้ดีแล้วว่า พฤติการณ์ที่จำเลยกระทำต่อโจทก์นั้นเป็นการที่จำเลยได้ข่มขืนใจให้โจทก์ต้องจำยอมต่อการกระทำของจำเลย โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายเสรีภาพของโจทก์ การที่จำเลยจับมือ ขา กระชากและเตะโจทก์จนมีบาดแผลถือได้ว่าเป็นการประทุษร้ายให้เกิดอันตรายแก่กายโจทก์ เพราะการกระทำของจำเลยเป็นการเจตนากระทำซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นผิด จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์แล้ว

ที่จำเลยฎีกาว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ นั้นโจทก์อ้างกฎหมายที่ยกเลิกแล้วมาขอให้ลงโทษ จึงเท่ากับไม่ได้อ้างกฎหมายมาเลย นั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ มิได้ยกเลิกไปเสียทีเดียวเพียงแต่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาพ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๑๓ และยังคงมีเป็นบทบังคับอยู่เช่นเดิม แม้ฟ้องโจทก์อ้างแต่พระราชบัญญัติและมาตราเดิมไม่อ้างกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมเป็นบทลงโทษก็ใช้ได้ถือว่าเป็นหน้าที่ของศาลต้องรู้เอง ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษตามมาตรา ๑๕๗ที่แก้ไขได้ ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันฟังได้ว่า จำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ได้ไปจับโจทก์ซึ่งเป็นแพทย์ประจำตำบลโดยไม่มีหมายจับในห้องฉายภาพยนตร์อันเป็นที่รโหฐานขณะที่ฉายภาพยนตร์โดยเก็บค่าดูจากประชาชน โดยโจทก์ไม่ได้รับอนุญาต

อันความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันภยันตรายอันเกิดแต่การเล่นมหรสพฯ การจับกุมและควบคุมโจทก์ไปสถานีตำรวจ จำเลยได้ใส่กุญแจมือโจทก์ไพล่หลังมีปัญหาเบื้องต้นว่า จำเลยมีอำนาจจับโจทก์ในที่รโหฐานในเวลากลางคืนโดยไม่ต้องมีหมายจับหรือไม่ พิเคราะห์ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๑(๑)และ ๙๒(๒) และ ๙๖(๒) แล้ว มีปัญหาว่า กรณีของคดีนี้เป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งหรือไม่ เห็นว่าแม้จะปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำผิดซึ่งหน้า แต่ความผิดที่โจทก์กระทำก็เป็นแต่เพียงความผิดฐานลหุโทษซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน ๕๐ บาทจำเลยทุกคนรู้จักโจทก์ตลอดบ้านเรือนโจทก์ดีอยู่แล้ว เพราะอยู่ห่างสถานีตำรวจนิคมหัวงิ้วเพียง ๓ เส้นเท่านั้นข้อ เท็จจริงจึงต้องฟังว่า

จำเลยทุกคนรู้จักหลักแหล่งของโจทก์แล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้ถือว่าเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๖(๒) ฉะนั้นการที่จำเลยทั้งหมดผู้เป็นเจ้าพนักงานไปทำการจับกุมโจทก์ในที่รโหฐานในเวลากลางคืน จึงไม่มีอำนาจที่จะทำได้ตามกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์ทำการขัดขืนการจับกุมโดยชักปืนออกมาเพื่อจะต่อสู้ขัดขวางจำเลยที่เข้ามาจับกุม ก็พอถือได้ว่าเป็นการป้องกันสิทธิของโจทก์ให้พ้นภยันตรายพอสมควรแก่เหตุ ฉะนั้น การที่จำเลยทั้งหมดร่วมกันเข้าจับกุมโจทก์ใช้กุญแจใส่ข้อมือไพล่หลัง จึงถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และพฤติการณ์เช่นนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นการข่มขืนใจโจทก์ให้จำยอมต่อการกระทำของจำเลยทั้งหมดโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนโจทก์ผู้ถูกข่มขืนใจต้องไปกับจำเลย จนปรากฏว่าข้อมือทั้งสองข้างเป็นแผลถลอก และการที่จำเลยทั้งหมดควบคุมโจทก์จากโรงภาพยนตร์ไปสถานีตำรวจนิคมหัวงิ้วซึ่งห่างไป ๓ เส้น ก็ถือได้ว่าเป็นการหน่วงเหนี่ยวโจทก์ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายเช่นกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรัญ อิศระ · อุทัย ศุภนิตย์ · วิทูร เทพพิทักษ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายคำนึง อุไรรัตน์
ศาลอุทธรณ์ - นายจรัส ศรีวรรชนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้