Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7066/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การเวนคืนที่ดินตาม พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสุรวงศ์ฯ พ.ศ.2511และพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ฯพ.ศ.2516 การดำเนินการในเรื่องค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 และประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มีผลใช้บังคับแล้ว การดำเนินการต่อไปในเรื่องค่าทดแทนต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่แก้ไขแล้ว พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21(1)ให้นำราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับ พระราชกฤษฎีกามาพิจารณาในการกำหนดค่าทดแทนด้วย แต่พระราชกฤษฎีกา มีผลใช้บังคับตั้งแต่ พ.ศ.2511 จำเลยเพิ่งมีหนังสือแจ้งรา

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 33 ป.วิ.พ. มาตรา 127 ป.วิ.พ. มาตรา 142 ป.วิ.พ. มาตรา 143 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 มาตรา 21 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 มาตรา 26 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 มาตรา 36

คำฟ้องและคำให้การ

การเวนคืนที่ดินตาม พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสุรวงศ์ฯ พ.ศ.2511และพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ฯพ.ศ.2516 การดำเนินการในเรื่องค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 และประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มีผลใช้บังคับแล้ว การดำเนินการต่อไปในเรื่องค่าทดแทนต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่แก้ไขแล้ว พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21(1)ให้นำราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับ

พระราชกฤษฎีกามาพิจารณาในการกำหนดค่าทดแทนด้วย แต่พระราชกฤษฎีกา มีผลใช้บังคับตั้งแต่ พ.ศ.2511 จำเลยเพิ่งมีหนังสือแจ้งราคาทดแทนให้โจทก์ทราบหลังจากนั้นมากกว่า 20 ปี จึงไม่เป็นไปตามครรลอง แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2521มาตรา 33 วรรคสาม จึงให้นำราคาซื้อขายใน พ.ศ.2531ซึ่งเป็นปีที่เริ่มดำเนินการเพื่อจ่ายค่าทดแทนใหม่มาพิจารณาแทน สำเนาโฉนดที่ดินระบุไว้ชัดแจ้งว่า ที่ดินที่ถูกเวนคืนเนื้อที่43 ตารางวา เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น จึงได้รับการสันนิษฐานไว้ว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 จำเลยทั้งสามไม่นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวไม่ถูกต้องจึงฟังได้ว่าที่ดินถูกเวนคืนเนื้อที่ 43 ตารางวา

จริง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคำพิพากษาว่า โจทก์ได้รับค่าทดแทนเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 10,972,500 บาท แต่พิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 10,927,500 บาท นั้นเป็นการผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 เมื่อจำเลยต้องชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มให้โจทก์โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 26วรรคสุดท้าย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสูงสุดนี้อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ในเวลาที่ต่างกันศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีคงที่ตลอดไปจึงไม่ชอบซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ศาลฎีกาแก้ให้ถูกต้องได้โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2570 เนื้อที่ 2 งาน 55 ตารางวาถูกเวนคืนคิดเป็นเนื้อที่ 43 ตารางวา แต่จำเลยทั้งสามอ้างว่าถูกเวนคืนเพียง 40 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาและจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ให้ 3,822,500 บาท จากการเวนคืนทำให้ที่ดินที่เหลืออยู่มีราคาสูงขึ้นคิดเป็นเงิน 2,215,000 บาทเอาราคาที่สูงขึ้นหักออกจากเงินค่าทดแทนคงเหลือเป็นเงิน1,607,500 บาท การกำหนดค่าทดแทนของคณะกรรมการไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าอยู่ติดกับถนนสุรวงศ์อันเป็นแหล่งชุมชนและธุรกิจการค้าเป็นย่านที่มีความเจริญสูงสุดมีราคาซื้อขายตามปกติในท้องตลาดไม่ต่ำกว่าตารางวาละ600,000 บาท

การเวนคืนทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าส่วนที่เหลือมีราคาลดลง คณะกรรมการและจำเลยทั้งสามไม่มีอำนาจหักเงินค่าทดแทนเพราะยังไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดวิธีการคำนวณค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาสูงขึ้นหรือลดลง ขอคิดตารางวาละ600,000 บาท โจทก์ทั้งห้าได้รับค่าทดแทนแล้ว 1,205,625 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 24,594,375 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้าจำเลยทั้งสามให้การว่า คณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาและจำนวนเงินค่าทดแทนได้กำหนดค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์ทั้งห้าตามบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินปี2531 ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าถูกเวนคืนบางส่วนเนื้อที่ 40 ตารางวาเป็นเงิน 3,822,500 บาท ที่ดินส่วนที่เหลือ 215 ตารางวา

มีค่าความเจริญขึ้น 92 ตารางวา คิดตามราคาประเมินในปีปัจจุบันเป็นเงิน 2,215,000 บาท เมื่อเอาไปหักออกจากค่าทดแทนจำนวน3,822,500 บาท คงเป็นค่าทดแทน 1,607,500 บาท โจทก์ทั้งห้าได้รับค่าทดแทนไปแล้ว 1,205,625 บาท ราคาซื้อขายที่โจทก์ทั้งห้าอ้างมิใช่ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 10,927,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้าจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การเวนคืนที่ดินของโจทก์ทั้งห้าเป็นการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสุรวงศ์

พ.ศ.2511 และพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ พ.ศ.2516แต่ภายหลังจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530 และประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 44 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มีผลใช้บังคับแล้ว การดำเนินการในเรื่องค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งห้าก็ยังไม่เสร็จสิ้น ดังนั้นการดำเนินการต่อไปในเรื่องนี้จึงต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530ที่แก้ไขแล้ว ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 36 วรรคสอง และประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 ข้อ 4 วรรคหนึ่งและเนื่องจากพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์

พ.ศ.2516 มิได้กำหนดเรื่องเงินค่าทดแทนไว้เป็นการเฉพาะการกำหนดเงินค่าทดแทนจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530 คดีนี้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสุรวงศ์ พ.ศ.2511 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2511 แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเพิ่งมีหนังสือลงวันที่ 26 ธันวาคม 2533 แจ้งราคาค่าทดแทนให้แก่มารดาโจทก์ทั้งห้าและโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ทราบตามเอกสารหมาย จ.2การที่จำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการกำหนดค่าทดแทนภายในเวลาอันควรแก่โจทก์ทั้งห้า ปล่อยระยะเวลาเนิ่นนานมากว่า 20 ปีเป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พุทธศักราช 2521 มาตรา 33 วรรคสามทำให้โจทก์ทั้งห้าขาดโอกาสที่จะนำเงินค่าทดแทนที่ดินไปซื้อที่ดินแปลงใหม่ที่มีราคาใกล้เคียงหรือสูงกว่าที่ดินของโจทก์ทั้งห้าที่ถูกเวนคืนไม่มากนักได้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้า ดังนั้น การที่จะกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งห้าโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามมาตรา 21(1) ถึง (5)แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530คือ ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดประกอบราคาที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตลอดจนสภาพและที่ตั้งของที่ดินโจทก์ทั้งห้าในปีที่ใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว

รวมทั้งเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนที่ดินของโจทก์ทั้งห้าอย่างกรณีปกติย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งห้า และจำเลยทั้งสามก็ยอมรับว่าการกำหนดค่าทดแทนตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่เป็นธรรมจึงได้กำหนดให้ใช้ราคาค่าทดแทนตามบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดิน พ.ศ.2531 ถึง 2534 แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามนำราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเพียงประการเดียวมาเป็นหลักในการกำหนดค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งห้านั้นยังไม่เป็นธรรมพอ กรณีนี้ควรใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 21(1) ถึง (5) ประกอบกันเว้นแต่วันที่เป็นฐานที่ตั้งสำหรับราคาที่ดินของโจทก์ทั้งห้าเปลี่ยนจากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นปี 2531 อันเป็นปีที่มีการเริ่มดำเนินการเพื่อจ่ายค่าทดแทนใหม่ จึงจักเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งห้าผู้ถูกเวนคืนและสังคม ซึ่งโจทก์ทั้งห้านำสืบว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าอยู่ติดถนนสุรวงศ์เป็นย่านธุรกิจการค้ามีความเจริญมากที่ดินที่ติดถนนสุรวงศ์ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับที่ดินของโจทก์ทั้งห้าได้ขายให้แก่บริษัทซี.พี.-เอไอเอ

จำกัด เมื่อวันที่13 มิถุนายน 2534 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 38 เศษ 3 ส่วน 10ตารางวา ในราคา 189,000,000 บาท หรือตารางวาละ350,000 บาท ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.7 จ.8 และตามบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดิน พ.ศ.2531ถึง 2534 เอกสารหมาย จ.6 แผ่นที่ 3 ระบุว่า ที่ดินติดถนนสุรวงศ์ตารางวาละ 400,000 บาท จำเลยทั้งสามนำสืบว่า ราคาประเมินของที่ดินโจทก์ทั้งห้าในปี 2531 ตารางวาละ 120,000 บาทตามเอกสารหมาย ล.5

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสามต่างนำสืบฟังไม่ได้ว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินโจทก์ทั้งห้าที่จะต้องถูกเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในปี 2531เป็นราคาเท่าใด เมื่อคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามมาตรา 21(1) ถึง (5)โดยเฉพาะสภาพและที่ตั้งของที่ดินโจทก์ทั้งห้าอยู่ติดถนนสุรวงศ์ซึ่งเป็นย่านธุรกิจการค้าของกรุงเทพมหานครก่อนถูกเวนคืนย่อมมีราคาสูงอยู่แล้วราคาค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งห้าควรเป็นราคาตารางวาละ 300,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ย่อมเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งห้าและสังคมแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นข้อที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนได้หักค่าที่ดินส่วนที่เหลือที่มีราคาเพิ่มขึ้นออกไป 2,215,000 บาทซึ่งโจทก์ทั้งห้าได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาให้เพิ่มขึ้นอีก2,215,000 บาท (คือ

ยกเลิกการหักค่าที่ดินส่วนที่เหลือที่เพิ่มขึ้น) และโจทก์ทั้งห้าได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วซึ่งจำเลยทั้งสามได้ให้การสู้คดีไว้ในศาลชั้นต้นแต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้คิดหักออกจากจำนวนเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นได้พิจารณาคำให้การของจำเลยทั้งสามในคดีนี้โดยละเอียดถี่ถ้วนแล้วไม่พบข้อความตอนใดที่จะอ่านให้ได้ความหรือพอจะแปลความหมายได้ว่าจำเลยทั้งสามให้การสู้คดีในเรื่องนี้ไว้ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าถูกเวนคืนเนื้อที่ 40 ตารางวาไม่ใช่ 43 ตารางวานั้น

โจทก์ทั้งห้านำสืบว่าที่ดินของโจทก์ทั้งห้าถูกเวนคืนเนื้อที่ 43 ตารางวาตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 เมื่อพิจารณาสารบัญจดทะเบียนของสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวปรากฏว่าได้ระบุไว้ชัดเจนว่าที่ดินถูกเวนคืนเนื้อที่ 43 ตารางวา โฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น จึงได้รับการสันนิษฐานไว้ว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสามที่ถูกอ้างโฉนดที่ดินมายันต้องนำสืบความไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 แต่จำเลยทั้งสามไม่ได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่า โฉนดที่ดินดังกล่าวไม่ถูกต้องจึงฟังได้ว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าถูกเวนคืนเนื้อที่ 43 ตารางวาจริงฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกันอนึ่ง

ปรากฏตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในคำพิพากษาว่า โจทก์ได้รับค่าทดแทนเพิ่มขึ้นเป็นเงิน10,972,500 บาท แต่พิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน10,927,500 บาท เป็นการพิพากษาผิดพลาดขอให้แก้ไขให้ถูกต้องนั้น ปรากฏตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หน้า 8 ได้วินิจฉัยไว้ว่าเห็นควรกำหนดค่าทดแทนให้ตารางวาละ 300,000 บาทที่ดินของโจทก์ทั้งห้าถูกเวนคืนเนื้อที่ 43 ตารางวา เป็นเงิน12,900,000 บาท โจทก์ทั้งห้าได้รับเงินค่าทดแทนแล้วเป็นเงิน1,927,500 บาท จึงได้รับค่าทดแทนเพิ่มขึ้นเป็นเงิน10,972,500 บาท แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งห้าจำนวน 10,927,500 บาท ย่อมเห็นได้ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวเกิดจากการผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และเมื่อจำเลยทั้งสามต้องชำระเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้า

โจทก์ทั้งห้าจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคสาม ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสูงสุดนี้ในเวลาที่ต่างกันอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี คงที่ตลอดมาจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 26 วรรคสามซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ให้ถูกต้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน10,972,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูชาติ ศรีแสง · สุทธิ นิชโรจน์ · ปราโมทย์ ชพานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2561

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ณ วันที่ 20 มีนาคม 2552 จำเลยมีหนี้ค้างชำระการใช้บัตรเครดิตแก่โจทก์จำนวน 200,042.17 บาท ซึ่งจะต้องชำระภายในวันที่ 9 เมษายน 2552 โจทก์ได้ทวงถามแล้วแต่จำเลยไม่ชำระ จำเลยจึงต้องชำระให้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13069/2558

ประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีระบุว่าผู้ซื้อจะต้องตรวจสอบภาระหนี้สินและเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ เมื่อโจทก์ประมูลซื้อห้องชุดได้แต่ไม่ยอมชำระค่าใช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1501/2554

หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท ระบุว่า จำเลยจดทะเบียนทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทแก่โจทก์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 มีกำหนด 1 ปี และได้จดทะเบียนประเภทขายฝากลงชื่อจำเลยเป็นผู้ขายฝาก โจทก์เป็นผู้รับซื้อฝาก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1740/2548

แม้หนี้ทั้งห้ารายการ ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องเป็นเงิน 20,234,177.54 บาท แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเป็นเงินเพียง 12,357,821.97 บาท ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการคำนวณผิดพลาดก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ดำเนินการขอแก้ไขค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3197/2545

จำเลยเพิ่งมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาตามฟ้องออกมาแล้วกว่า 16 ปี นับว่าล่าช้าเกินสมควรไปมากจนผิดปกติ ต้องถือว่าเป็นกรณีที่ฝ่ายจำเลยไม่เร่งดำเนินการเวนคืนให้แล้วเส…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้