Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7074/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาประเภทบุคคลภายนอก(ฉบับที่2)พ.ศ.2529ข้อ13.4ที่ระบุว่าการลงทะเบียนซ้ำหมวดวิชาที่สอบได้ไว้แล้วจะกระทำมิได้หากพบมีการสอบซ้ำจะตัดสินการสอบที่ได้คะแนนต่ำสุดไว้เป็นผลการศึกษาของนักศึกษามิได้ถูกยกเลิกโดยระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายพ.ศ.2530ข้อ4เพราะระเบียบดังกล่าวมิได้กำหนดในเรื่องลงทะเบียนซ้ำในกรณีที่สอบในวิชานั้นได้แล้วกลับมาลงซ้ำในวิชานั้นๆอีกไว้คงกำหนดแต่ในเรื่องลงทะเบียนซ้ำกรณีสอบได้ระดับ"0"คือสอบตกแล้วจึงมาลงทะเบียนซ้ำเพื่อสอบใหม่ไว้เท่านั้นระเบียบทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่ขัดแย้งกันและใช้ประกอบกันได้โจทก์เป็นนักศึกษาของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายการที่โจทก์สอบผ่านวิชาบังคับหมวดภาษาไทยได้แล้วแต่ไปลงทะเบียนสอบซ้ำอีกและสอบได้47คะแนนไม่ถึงร้อยละ50จึงไม่ผ่านการที่จำเลยไม่ให้โจทก์จบการศึกษาปี2533จึงชอบด้วยระเบียบดังกล่าวแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 ซึ่งนายศักดิ์สุบรรณ ลังกาพินธุ์ เป็นบิดาและเป็นสามีของโจทก์ที่ 2ได้ให้ความยินยอมในการฟ้องคดีแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่ 3 ตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีของจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ที่ 1 เป็นนักศึกษาหน่วยจัดการศึกษานอกโรงเรียนประเภทบุคคลภายนอกโรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช2530 มีหลักเกณฑ์ว่าถ้านักศึกษาสอบหมวดวิชาใดได้ผลการเรียน 1-4ให้ถือว่าสอบหมวดวิชานั้นได้ โดยจะต้องสอบหมวดวิชาบังคับ5 หมวดวิชา และวิชาเลือกไม่น้อยกว่า 3 หมวดวิชา และต้องผ่านเกณฑ์การพบกลุ่ม ในภาคเรียนที่ 2 ปี 2532 โจทก์ที่ 1 ได้สอบผ่านหลักสูตรมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในหมวดวิชาบังคับรวม 3 หมวด

คือวิชาภาษาไทย 1 วิทยาศาสตร์ 1 และพื้นฐานวิชาชีพเกษตรและหมวดวิชาเลือก สังคมศึกษา 2 ในปี 2533 โจทก์ที่ 1 ได้ลงทะเบียนสอบหมวดวิชาบังคับสังคมศึกษา 1 พลานามัย หมวดวิชาเลือกวิชาภาษาไทย 2 เทียบโอนผลการเรียน แต่ด้วยความผิดหลงโจทก์ที่ 1 ได้ลงทะเบียนในหมวดวิชาภาษาไทย 1 วิชาเลือกวิชาสังคมศาสตร์ 2ซ้ำอีก ซึ่งโจทก์ที่ 1 สอบได้แล้ว ผลปรากฏว่า โจทก์ที่ 1สอบผ่านทุกวิชาที่ลงทะเบียนไว้ ยกเว้นหมวดวิชาภาษาไทย 1เมื่อรวมผลการเรียนในปี 2532 และ 2533 โจทก์ที่ 1 สอบได้หมวดวิชาบังคับ 5 หมวด วิชาเลือก 3 หมวด และผ่านเกณฑ์การพบกลุ่มโจทก์ที่ 1 จึงสอบผ่านครบหลักเกณฑ์ และจบการศึกษา มีสิทธิขอรับหลักฐานแสดงผลการเรียนและใบรับรองจบการศึกษาจากจำเลยที่ 1 ได้

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2534 จำเลยที่ 1 ได้ประกาศผลการเรียน ไม่ปรากฏว่ามีรายชื่อโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จบการศึกษาทั้ง ๆ ที่โจทก์ที่ 1 สอบผ่านครบทุกหมวดวิชา ไม่ยอมออกใบรับรองให้อ้างว่าโจทก์ที่ 1 ลงทะเบียนซ้ำในหมวดวิชาที่สอบผ่านแล้วซึ่งผลการเรียนซ้ำวิชาเดิมนั้นสอบไม่ผ่านในครั้งหลัง และถือว่าเป็นการยกเลิกครั้งแรก ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2534 โจทก์ทั้งสองไปพบจำเลยที่ 1 เพื่อให้ออกผลใบรับรองการเรียนให้ โจทก์ที่ 2อ้างระเบียบต่าง ๆ ในหนังสือคู่มือนักศึกษา ซึ่งปรากฏว่าไม่มีระเบียบเกี่ยวกับการลงทะเบียนซ้ำไม่มีข้อความตัดสิทธินักศึกษาว่าถ้าลงทะเบียนซ้ำจะเป็นเช่นไร เมื่อโจทก์ที่ 1ยังมีสภาพเป็นนักศึกษาอยู่ ผลการเรียนหมวดวิชาภาษาไทย 1ที่สอบได้ก็ชอบที่จะสะสมได้ถึง 5 ปี และเมื่อวันที่ 11 มีนาคม2534 โจทก์ที่ 2 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ให้ตีความวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวว่าโจทก์ที่ 1 จบการศึกษาหรือไม่

จำเลยที่ 2ได้แจ้งผลการตีความให้โจทก์ที่ 2 ทราบว่าการที่โจทก์ที่ 1ลงทะเบียนใหม่ เท่ากับไม่ประสงค์จะเก็บสะสมหมวดวิชาเดิมจึงต้องใช้ผลการเรียนครั้งหลัง โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยในการตีความดังกล่าว เพราะขัดกับหลักเกณฑ์ ทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายต้องลงทะเบียนใหม่ ตัดสิทธิที่โจทก์ที่ 1 สมัครเรียนในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ด้วย โจทก์ที่ 1 ต้องเสียค่าลงทะเบียนหมวดวิชาภาษาไทย 1 ใหม่ เป็นเงิน 75 บาท เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปลงทะเบียน 70 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสอบ1 ครั้ง 70 บาท รวมเป็นเงิน 215 บาท หากโจทก์ที่ 1 จบการศึกษาในปี 2533 ก็จะสามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้เร็วขึ้น 1 ปีและสามารถจะรับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5,000 บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเท่าอัตราเงินเดือน เดือนละ 4,020 บาท 12 เดือนเป็นเงิน 48,240 บาท

หากโจทก์ที่ 1 จบการศึกษาเร็ว 1 ปีโจทก์ที่ 2 ไม่ต้องเลี้ยงดูโจทก์ที่ 1 ต่อ ทำให้โจทก์ที่ 2 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ที่ 1 เป็นเวลาอีก 1 ปีขอค่าเลี้ยงดูเดือนละ 3,000 บาท 1 ปี เป็นเงิน 36,000 บาทรวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 84,455 บาท จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาต้องร่วมรับผิดด้วย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1ออกหลักฐานแสดงผลการเรียนและใบรับรองจบการศึกษากับใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 84,455 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามยอมรับว่าโจทก์ที่ 1เป็นนักศึกษาของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกรุงเทพมหานครภาคเรียนที่ 2 ปี 2532 โจทก์ที่ 1 ได้ลงทะเบียนวิชาบังคับ5 หมวดวิชา

ผลการสอบ โจทก์ที่ 1 สอบผ่าน 3 หมวดวิชา ภาคเรียนที่ 1 ปี 2533 โจทก์ที่ 1 ได้ลงทะเบียนวิชาบังคับ 2 หมวด คือภาษาไทย 1 สังคมศึกษา 1 และลงวิชาเลือก 3 หมวด คือ สังคมศึกษา 2คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และเทียบโอนวิชาอีก 1 วิชา ซึ่งการลงทะเบียนครั้งนี้เป็นการลงทะเบียนวิชาภาษาไทย 1 ซ้ำกับภาคเรียนที่ 2 ซึ่งสอบได้แล้ว ผลการสอบปรากฏว่าโจทก์ที่ 1สอบไม่ผ่านวิชาภาษาไทย 1 ส่วนสังคมศึกษา 1 โจทก์ที่ 1 สอบผ่านได้ส่วนวิชาเลือก โจทก์ที่ 1 สอบผ่านวิชาสังคมศึกษา 2 เพียงวิชาเดียวภาคเรียนที่ 2 ปี 2533 โจทก์ที่ 1 ลงทะเบียนเรียนวิชาบังคับ3 หมวดวิชา คือ สังคมศึกษา 1 พลานามัย ส่วนวิชาเลือกลงทะเบียน2 หมวดวิชา คือ ภาษาไทย 2 และภาษาอังกฤษ

การลงทะเบียนในภาคนี้ โจทก์ที่ 1 ได้ลงทะเบียนวิชาสังคมศึกษา 1 ซ้ำกับภาคหนึ่งปี 2533 ด้วย ผลการสอบประจำภาคโจทก์สอบผ่านวิชาลงทะเบียนทุกวิชา หลังจากสอบภาคเรียนที่ 2 ปี 2533 แล้วได้มีการประกาศผลสอบ ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 สอบไม่ผ่านไม่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยโจทก์ที่ 1 สอบไม่ผ่านวิชาภาษาไทย 1จำเลยทั้งสามกระทำตามอำนาจหน้าที่ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อไม่ออกใบรับรองการจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้โจทก์ที่ 1 เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ลงทะเบียนสอบวิชาภาษาไทย 1 ซ้ำอีกแล้วสอบไม่ผ่าน เท่ากับโจทก์ที่ 1 ได้สละสิทธิในการสอบที่ผ่านมาเนื่องจากมีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาประเภทบุคคลภายนอก

พ.ศ. 2527แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการศึกษาระดับมัธยมศึกษาประเภทบุคคลภายนอก (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2529 กำหนดว่า การลงทะเบียนซ้ำหมวดวิชาที่สอบได้แล้วจะกระทำมิได้ หากพบภายหลังว่ามีการสอบซ้ำจะตัดสินผลการสอบครั้งที่ได้คะแนนต่ำสุดเป็นผลการศึกษา จึงถือว่าโจทก์ที่ 1สอบไม่ผ่านหมวดวิชาภาษาไทย 1 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกรุงเทพมหานครในสังกัดของจำเลยที่ 3มีหน้าที่เป็นผู้อนุมัติผลการเรียนและการจบหลักสูตร จำเลยที่ 2เป็นอธิบดีของจำเลยที่ 3 ส่วนโจทก์ที่ 1 เป็นนักศึกษาหน่วยจัดการศึกษานอกโรงเรียนประเภทบุคคลภายนอกโรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาอนุมัติให้จบหลักสูตรว่า ต้องสอบได้หมวดวิชาบังคับ 5 หมวดวิชา และหมวดวิชาเลือกไม่น้อยกว่า3 หมวดวิชา กับต้องผ่านเกณฑ์การพบกลุ่มและกิจกรรมการพบกลุ่มของวิธีการเรียน ตามที่ระเบียบกิจกรรมการพบกลุ่มกำหนดสำหรับหมวดวิชาบังคับ 4 หมวดวิชา

คือ สังคมศึกษา 1 วิทยาศาสตร์ 1พลานามัย เกษตร และวิชาเลือกไม่น้อยกว่า 3 หมวดวิชา คือภาษาไทย 2 สังคมศึกษา 2 คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ โจทก์ที่ 1สอบได้คะแนนผ่าน ทั้งได้ผ่านเกณฑ์การพบกลุ่มและกิจกรรมพบกลุ่มของวิธีเรียนครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ส่วนหมวดวิชาบังคับอีก 1 หมวดวิชา คือ ภาษาไทย 1 นั้นในภาคเรียนที่ 2 ปี 2532 โจทก์ที่ 1 ลงทะเบียนสอบได้คะแนนร้อยละ 55 ต่อมาในภาคเรียนที่ 1ปี 2533 โจทก์ที่ 1 ได้ลงทะเบียนสอบซ้ำอีก แต่สอบได้คะแนนเพียงร้อยละ 47 จำเลยที่ 1 จึงปฏิเสธไม่ออกหลักฐานแสดงผลการเรียนและใบรับรองจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2533ให้แก่โจทก์ที่ 1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองข้อแรกว่า

ศาลอุทธรณ์รับฟังเอกสารหมาย ล.3 เป็นพยานหลักฐานนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาประเภทบุคคลภายนอก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2529 ตามเอกสารหมาย ล.3ที่จำเลยที่ 1 ยื่นต่อศาลชั้นต้นนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้อ้างอิงเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานและมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88, 90 วรรคหนึ่ง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายก็ตาม แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องที่โจทก์ทั้งสองบรรยายว่า จำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ออกหลักฐานแสดงผลการเรียนและใบรับรองจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2533 ให้แก่โจทก์ที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1และที่ 3 เห็นว่า

การลงทะเบียนซ้ำหมวดวิชาที่สอบได้ไว้แล้วจะกระทำมิได้ ถือว่าโจทก์ที่ 1 สอบไม่ผ่านตามคะแนนครั้งหลังและยกเลิกผลการเรียนครั้งแรกซึ่งตรงตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาประเภทบุคคลภายนอก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2529 ข้อ 13.4ที่ได้ระบุไว้ เท่ากับว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ฉะนั้นที่จำเลยที่ 1 นำเอกสารหมาย ล.3 เข้าสืบเป็นพยานจึงมีผลให้ศาลทุกชั้นมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2) ศาลอุทธรณ์รับฟังเอกสารหมาย

ล.3 เป็นพยานหลักฐานนั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นสำหรับปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาโจทก์ทั้งสองที่อ้างว่าระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาประเภทบุคคลภายนอก (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2529 ข้อ 13.4 นั้น จำเลยไม่ได้พิมพ์ลงในคู่มือนักศึกษาและมิได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบ จำเลยจะนำระเบียบดังกล่าวมาใช้บังคับกรณีของโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ และระเบียบดังกล่าวขัดแย้ง และถูกยกเลิกไปแล้วโดยระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรนอกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายพุทธศักราช 2530 ข้อ 4 และโจทก์ที่ 1 ได้สอบผ่านวิชาบังคับหมวดวิชาภาษาไทยแล้วนั้น

เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ได้เข้าเป็นนักศึกษานอกโรงเรียนประเภทบุคคลภายนอกโรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการย่อมต้องถือว่าโจทก์ที่ 1 ยอมตกอยู่ภายในบังคับแห่งกฎระเบียบของกระทรวงศึกษาและสถานศึกษา ทั้งระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาประเภทบุคคลภายนอก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2529 ดังกล่าว ก็เป็นระเบียบฉบับหนึ่งที่สถานศึกษาที่โจทก์ที่ 1 เข้าศึกษาใช้บังคับอยู่การที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่าตนไม่ทราบระเบียบดังกล่าว เพราะจำเลยทั้งสามซึ่งสังกัดกระทรวงศึกษาธิการไม่แจ้งหรือไม่ลงระเบียบดังกล่าวในคู่มือนักศึกษาจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนการที่จำเลยพิจารณาว่าโจทก์ที่ 1 จบการศึกษาหรือไม่ โดยได้ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาประเภทบุคคลภายนอก (ฉบับที่ 2)

พ.ศ. 2529ข้อ 13.4 ที่ระบุว่า การลงทะเบียนซ้ำหมวดวิชาที่สอบได้ไว้แล้วจะกระทำมิได้ หากพบมีการสอบซ้ำจะตัดสินการสอบที่ได้คะแนนต่ำสุดเป็นผลการศึกษาของนักศึกษา ฯลฯ ซึ่งระเบียบดังกล่าวมิได้ถูกยกเลิกโดยระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายพุทธศักราช 2530 ข้อ 4 เพราะระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2530 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 23 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 ลงวันที่ 29 กันยายนพ.ศ. 2515 ซึ่งให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2530เป็นต้นไปนั้น มิได้กำหนดในเรื่องลงทะเบียนซ้ำในกรณีที่สอบในวิชานั้นได้แล้ว

กลับมาลงซ้ำในวิชานั้น ๆ อีกไว้ คงกำหนดแต่ในเรื่องลงทะเบียนซ้ำกรณีสอบได้ระดับ "0" คือ สอบตกแล้วจึงมาลงทะเบียนซ้ำเพื่อสอบใหม่ไว้เท่านั้น ระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่ขัดแย้งกัน และใช้ประกอบการพิจารณาด้วยกันได้ ดังนั้นการที่โจทก์ที่ 1 สอบผ่านวิชาบังคับหมวดวิชาภาษาไทยได้แล้ว แต่ไปลงทะเบียนสอบซ้ำอีก เมื่อในการสอบวิชาภาษาไทยซ้ำครั้งนี้ โจทก์ที่ 1 สอบได้ 47 คะแนน ไม่ถึงร้อยละ 50จึงไม่ผ่าน การที่จำเลยทั้งสามไม่ให้โจทก์ที่ 1 จบการศึกษาปี 2533 จึงเป็นการวินิจฉัยโดยชอบด้วยระเบียบดังกล่าวแล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธิ นิชโรจน์ · ชูชาติ ศรีแสง · สมพล สัตยาอภิธาน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 703998)

แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2567

จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของโจทก์อยู่ขณะเข้าไปเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 ซึ่งประกอบกิจการค้าขายอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของโจทก์ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อหน้าที่ของกรรมการซึ่งจะต้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2008/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดินอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการหรือจัดให้มีการดับเพลิงอย่างทันท่วงทีจนเป็นเหตุให้ไฟล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2567

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถที่โจทก์รับประกันภัยยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถในขณะเกิดเหตุ ทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เมาสุราซึ่งจากผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จำเลยที่ 1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 102…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้