Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7262/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยถือเอาคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องของโจทก์ร่วมทั้งสองด้วย ซึ่งตามคำฟ้องดังกล่าวระบุว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องทุพพลภาพและเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ดังนั้น ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ได้ถึงแก่ความตายภายหลังโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นอุทธรณ์แล้ว การตายของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นความสัมพันธ์และเป็นผลธรรมดาที่เกิดจากการกระทำของจำเลยย่อมเกิดขึ้นได้ตาม ป.อ. มาตรา 63 อันมีผลทำให้จำเลยต้องได้รับโทษหนักขึ้นนั้น เป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่แตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ระบุในฟ้องดังกล่าว จึงเป็นข้อที่มิได้กล่าวในฟ้องและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 60, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสวัสดิ์ ผู้เสียหายที่ 1 และนายประสาร ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 2 เป็นโจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกผู้เสียหายที่ 1 เป็นโจทก์ร่วมที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 59, 60, 80 มาตรา 371 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 13 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท ริบของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน แต่ไม่บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 เมื่ออ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว โจทก์ร่วมที่ 2 ถึงแก่ความตายนางธิดา ภริยาโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย

ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา โจทก์ร่วมที่ 2 ได้ถึงแก่ความตาย ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและภายหลังจากที่โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นอุทธรณ์แล้ว แต่การตายของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นความสัมพันธ์และเป็นผลธรรมดาที่เกิดจากการกระทำของจำเลยย่อมเกิดขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 63 อันมีผลทำให้จำเลยต้องได้รับโทษหนักขึ้น ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองจึงเป็นข้อกฎหมายอันเป็นสาระแก่คดีที่ศาลฎีกาควรจะวินิจฉัยให้เพื่อให้ลงโทษจำเลยสถานหนัก เห็นว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยถือเอาคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องของโจทก์ร่วมทั้งสองด้วย ซึ่งตามคำฟ้องดังกล่าวระบุว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมที่ 2 ทำให้ตับแตก ม้ามแตก

ไตแตก ต้องอัมพาตท่อนล่างครึ่งตัวและไม่สามารถพูดออกเสียงได้ เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องทุพพลภาพและป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ดังนั้น ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่แตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ระบุในฟ้องดังกล่าวแล้ว จึงเป็นข้อที่มิได้กล่าวในฟ้องและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสอง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้

โจทก์ร่วมที่ 2 และจำเลยมีร้านค้าติดกันโดยมีตาข่ายเหล็กกั้นสามารถมองเห็นกันระหว่างร้านทั้งสองได้ ร้านทั้งสองตั้งอยู่ในตลาดพืชผล ขณะโจทก์ร่วมที่ 2 กำลังปีนบันไดขึ้นไปจะเปลี่ยนแผ่นซีดีภายในร้านของโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 1 นั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้ตาข่ายเหล็ก มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงมาจากร้านค้าของจำเลยหลายนัด กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายและโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ ตับแตก ม้ามแตก ไตแตก จนเป็นอัมพาตท่อนล่างครึ่งตัว เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบตัวโจทก์ร่วมทั้งสอง เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 2 รู้จักจำเลยดีเพราะร้านค้าอยู่ติดกันมองเห็นกันตลอด โจทก์ร่วมที่ 1 แม้จะไม่รู้จักชื่อจำเลยแต่ก็เห็นจำเลยอยู่เป็นประจำเช่นกันเพราะมานั่งคุยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ร้านค้าของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นประจำ

ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 18 นาฬิกา เริ่มมืดแล้ว แต่มีร้านค้าที่มีไฟฟลูออเรสเซนต์ขนาด 40 แรงเทียน 2 หลอด เปิดไว้ทั้งสองร้านสามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยังมีนางธิดา ภริยาของโจทก์ร่วมที่ 2 และนางสาวมาลัย เบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุอยู่หลังร้าน ได้ยินเสียงปืนหันมาดูเห็นจำเลยยืนถือปืนอยู่ในร้านของจำเลย จำเลยยิงปืนห่างตาข่ายเหล็กถูกโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมที่ 1 วิ่งหลบหนี ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ล้มลง จำเลยหลบหนีไป นางธิดาและนางสาวมาลัยเข้าช่วยโจทก์ร่วมที่ 2 หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เจ้าพนักงานตำรวจได้มาสอบถามโจทก์ร่วมที่ 1 ได้แจ้งว่าคนร้ายคือจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านที่อยู่ติดกัน และร้อยตำรวจเอกวินัย

เบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า ขณะออกตรวจท้องที่ได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารว่ามีเหตุยิงกันที่ตลาดพืชผล มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน พยานได้ไปที่เกิดเหตุทราบว่าผู้บาดเจ็บได้ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลแล้ว และจากการสอบถามชาวบ้านบริเวณที่เกิดเหตุได้ความว่า คนร้ายคือเจ้าของร้านที่อยู่ติดกับร้านของโจทก์ร่วมที่ 2 มีชื่อเล่นว่านายบ่าว จำเลยนี้ซึ่งพักอยู่กับพี่สาวที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช นางสำลี พี่สาวจำเลย เบิกความตอบคำถามทนายจำเลยรับว่า จำเลยพักอยู่กับนางสำลี และหลังเกิดเหตุในวันเดียวกัน เจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ไปสอบถามหาจำเลยที่บ้านนางสำลีทันที ทั้งนางธิดาและนางสาวมาลัยต่างก็ได้แจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่มาตรวจที่เกิดเหตุทันทีว่าจำเลยซึ่งมีร้านค้าอยู่ติดกันเป็นคนยิงโจทก์ร่วมทั้งสอง และพันตำรวจตรีเจียร

เบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรสอบสวน พยานได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารว่ามีเหตุยิงกันที่ตลาดพืชผล จึงรายงานผู้บังคับบัญชาแล้วเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุทันที ได้สอบถามบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุทราบว่าพนักงานของมูลนิธิได้นำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลแล้ว และได้ความว่าผู้ที่ยิงโจทก์ร่วมทั้งสองคือนายบ่าว จำเลยนี้ซึ่งมีร้านค้าอยู่ติดกับโจทก์ร่วมที่ 2 พยานเดินทางไปโรงพยาบาลพบนางธิดาและโจทก์ร่วมที่ 2 แต่โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่สามารถให้การได้เพราะบาดเจ็บสาหัสแพทย์กำลังผ่าตัด พยานได้สอบคำให้การโจทก์ร่วมที่ 1 ยืนยันว่าคนร้ายคือนายบ่าวซึ่งเป็นเจ้าของร้านข้างร้านโจทก์ร่วมที่ 2 พยานรับตัวโจทก์ร่วมที่ 1 นางธิดาและนางสาวมาลัยไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจ

พยานให้ฝ่ายสืบสวนไปตรวจสอบว่าเจ้าของร้านข้างเคียงมีชื่อนายบ่าวเป็นใคร ได้ความว่าคือนายอรุณ จำเลยและทราบที่อยู่ว่าจำเลยพักอยู่กับพี่สาวฝ่ายสืบสวนได้นำตัวพี่สาวจำเลยและภริยาจำเลยมาให้พยานสอบปากคำที่สถานีตำรวจ หลังจากโจทก์ร่วมที่ 2 ออกจากโรงพยาบาลและสามารถพูดจาออกเสียงได้ พยานได้สอบปากคำโจทก์ร่วมที่ 2 ยืนยันว่า คนร้ายคือจำเลย พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความได้สอดคล้องต้องกันสมเหตุสมผลต่างไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ส่วนจำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่ พยานจำเลยเป็นพี่สาวและภริยาจำเลย คำเบิกความมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้ ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ · ณรงค์พล ทองจีน · สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายวิสุทธิ์ อำนวยกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.5734/2549
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1786/2543
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1264/2545
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2545/2562

แม้การขออนุญาตปฏิบัติการอำพรางตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 7 เป็นมาตรการในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างหนึ่ง อันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลมีอำนาจหยิบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5258/2558

การที่จำเลยกระทำการปลอมเอกสารใบรับฝากส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษของที่ทำการไปรษณีย์พิษณุโลก ด้วยการกรอกข้อความให้ปรากฏว่าเป็นการรับฝากส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษว่าได้ส่งไปตามหน่วยราชการต่าง ๆ แล้วอันเป็นเท็จ นั้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9346/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ถนนที่จำเลยจอดรถมีสภาพมืดไม่มีแสงส่องสว่าง จำเลยไม่ได้เปิดโคมไฟเล็ก โคมไฟท้ายและโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถยนต์เพื่อเป็นสัญญาณให้ผู้ใช้ยานพาหนะเห็นรถที่จอดได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่าห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9640/2557

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเฉพาะเรื่องแจ้งความเท็จเกี่ยวกับเรื่องยักยอกเงินว่า จำเลยแจ้งข้อความเท็จ ให้จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ย่อมถือว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับวันท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1825/2557

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะกลับมาฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้