คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดกับพวกอีกหนึ่งคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันมีไม้ตีนนกแปรรูป ไม้ประดู่แปรรูปและไม้มะค่าโมงแปรรูป ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวน 16 แผ่นปริมาตร 0.39 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 72 แผ่น ปริมาตร 1.84ลูกบาศก์เมตร และจำนวน 7 แผ่น ปริมาตร 0.05 ลูกบาศก์เมตร ตามลำดับรวมเป็นไม้แปรรูป 95 แผ่น ปริมาตร 2.28 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาตรา 4, 7, 47, 48, 73, 74 (ที่แก้ไขแล้ว) ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ริบของกลางจำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้
พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 7, 47, 48, 73, 74 (ที่แก้ไขแล้ว)ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 8,000 บาทจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษเห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยอย่างสูง และไม่รอการลงโทษให้จำเลยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับจำเลยทั้งเจ็ด นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ฎีกาขอให้รอการลงโทษศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
"เห็นว่าจำนวนไม้กระดานซึ่งเป็นไม้แปรรูปหวงห้ามประเภท ก. ที่จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันมีไว้ในครอบครองมีจำนวนมากถึง 95 แผ่น ปริมาตร 2.28 ลูกบาศก์เมตร นับว่าเป็นไม้จำนวนมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีไว้เพื่อซ่อมแซมบ้าน การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือว่าเป็นการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายทรัพยากรของชาติที่ช่วยรักษาต้นน้ำลำธาร ปัจจุบันนี้ป่าไม้ของชาติได้ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมากจนน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับอนาคตของชาติและความอยู่รอดของอนุชนรุ่นหลัง เป็นการกระทำที่สวนทางกับนโยบายของรัฐบาลซึ่งต้องการจะพิทักษ์รักษาป่าไม้ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยมานั้น เป็นโทษสถานเบาเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ฟังไม่ขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.