คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2536 เวลากลางวันจำเลยร่วมกับนายบุญยัง แพงผา ใช้รถแทรกเตอร์ไถทำลายเสาปูนซีเมนต์จำนวน 5 ต้น ราคา 850 บาท ของนายเสถียร ศรีบรรเทาผู้เสียหาย เป็นเหตุให้เสาดังกล่าวล้มลงแตกหักได้รับความเสียหายถูกทำลาย ทำให้เสื่อมค่า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 83จำเลยให้การปฎิเสธระหว่างพิจารณา นายเสถียร ศรีบรรเทา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยอุทธรณ์ โดยพิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษาว่า อุทธรณ์ของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยนั้นมีผลเท่ากับพิพากษาว่า อุทธรณ์จำเลยไม่เป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่รับพิจารณาและพิพากษายกอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสองนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้ใช้รถแทรกเตอร์ดันเสาปูนซีเมนต์ล้มจำนวน 5 ต้น แต่จำเลยกระทำตามคำสั่งนายนิคม โดยเชื่อว่าจำเลยมีสิทธิทำได้ การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนา การที่จำเลยอุทธรณ์ข้อเท็จจริงว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความขัดแย้งกัน
มีพิรุธและขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้รถแทรกเตอร์ดันเสาปูนซีเมนต์ของโจทก์ร่วมล้มจำนวน 5 ต้น ตามฟ้อง กับอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนก่อนได้รับคำร้องทุกข์ การสอบสวนจึงไม่ชอบ ต้องห้ามมิให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120นั้น ก็เพื่อที่จะให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง โดยฟังข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามที่จำเลยอุทธรณ์ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจะฟังได้ตามที่จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็พิพากษายกฟ้องเช่นเดิม ซึ่งไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน