Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 730/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ยาคุมกำเนิดมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา เพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 8 กันยายน 2544 เวลากลางวัน ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนต่อเนื่องกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิง น. อายุ 14 ปีเศษ ซึ่งมิใช่ภริยาของตนหลายคราวต่อเนื่องกันไปหลายวันรวม 11 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2544 เวลากลางวัน จำเลยข่มขืนกระทำชำเรานางสาว น. ผู้เสียหาย ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุ 15 ปีเศษ โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ทั้งนี้ผู้เสียหายไม่ยินยอมทุกครั้ง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมยาคุมกำเนิด 9 เม็ด ซึ่งจำเลยมีไว้เพื่อใช้ให้ผู้เสียหายรับประทานหลังจากที่จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราทุกครั้ง เพื่อป้องกันมิให้ผู้เสียหายตั้งครรภ์เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 276, 277 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 277 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 10 กระทง ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 45 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 30 ปี และริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 9 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่ได้ฎีการรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรานางสาว น. ผู้เสียหายครั้งที่ 1 และครั้งที่ 11 ตามฟ้องจริง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายครั้งที่ 2 ถึงครั้นที่ 10 หรือไม่ พยานโจทก์มีตัวผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2544 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา และจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2544 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา และผู้เสียหายยังเบิกความอีกว่า ถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรารวม 11 ครั้ง แต่ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า

ผู้เสียหายจำไม่ได้ว่าครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 10 ถูกข่มขืนกระทำชำเราที่บริเวณไหนและวันเวลาใด ซึ่งวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเป็นข้อสาระสำคัญแห่งคดีที่โจทก์จะต้องนำสืบให้เห็นอย่างแจ้งชัด ตลอดจนโจทก์จะต้องนำสืบถึงรายละเอียดแห่งการกระทำความผิดของจำเลยในความผิดครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 10 ด้วย เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 10 ที่บริเวณไหน วันเวลาใดและกระทำอย่างใด กรณีจึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 10 หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ริบยาคุมกำเนิดของกลางนั้น เห็นว่า ยาคุมกำเนิดมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) จึงไม่อาจริบได้ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน แต่ไม่ริบยาคุมกำเนิดของกลางโดยคืนแก่เจ้าของ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชวลิต สุจริตกุล · สมศักดิ์ จันทรา · เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 719/2568

การที่จำเลยใช้รถยนต์เก๋งของกลางไปจอดรอบนดอยผาหมี ซึ่งเป็นภูเขาและเป็นแนวชายแดนของราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา แล้วรับคนต่างด้าวที่เพิ่งเดินลัดเลาะมาจากภูเขาฝั่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4049/2566

จำเลยทั้งหกใช้รถยนต์ของกลาง 4 คัน พาคนต่างด้าว 47 คน ที่ลักลอบเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยไปส่งยังจุดหมายปลายทางที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย จึงเป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะให้คนต่างด้าวนั่งโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2951/2566

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองร่วมกันมียาแก้ไอซึ่งมีส่วนผสมของไดเฟนไฮดรามีนและคลอร์เฟนิรามีน มาลีเอต อันเป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตรายจำพวกฮิสตามีนและแอนติฮิสตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1978/2566

การขับรถกระบะบรรทุกของกลางที่มีการทำหลังคาฝาปิดด้านข้างและด้านท้ายจากจังหวัดกาญจนบุรีไปจังหวัดสมุทรปราการมีระยะทางไกลเกินกว่าจะเดินไปได้เอง จำเลยจำเป็นต้องใช้รถของกลางเป็นยานพาหนะพาคนต่างด้าวเดินทางไป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 756/2566

ทรัพย์สินที่ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ได้นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดในข้อหาความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยนั้นโดยตรง กรณีที่จำเลยใช้รถย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้