Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7381/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้จำเลยชนะคดีในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่จำเลยก็ยังมีสิทธิที่จะตั้งประเด็นส่วนที่จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนาย ต. ซึ่งจำเลยก็ได้โต้แย้งแก้อุทธรณ์ไว้ในข้อ 2 ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนาย ต. ไม่อาจนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาท ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตั้งประเด็นในการวินิจฉัยชี้ขาดว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนาย ต. หรือไม่ กับฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนาย ต. จึงชอบแล้ว จำเลยมิได้ให้การยอมรับว่าที่ดินเป็นมรดกของนาย ต. ซึ่งตกทอดแก่ทายาทและจำเลยแย่งการครอบครองจากทายาทอื่นจนได้สิทธิการครอบครองแล้วแต่อย่างใด หากแต่ให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนาย ต. ไม่อาจนำไปแบ่งปันแก่ทายาทได้ เพราะนาย ต. ยกให้นาย อ. บิดาจำเลยตั้งแต่นาย ต. มีชีวิตอยู่ เท่ากับอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนาย อ. และตกทอดมายังจำเลย โดยนาย อ. และจำเลยมิได้แย่งการครอบครองมาจากผู้ใด คดีจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องแย่งการครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่น ไม่อาจแย่งการครอบครองในที่ดินซึ่งตนเองมีสิทธิครอบครองหรือเป็นเจ้าของได้ แม้ภายหลังโจทก์มีหนังสือแจ้งให้ทายาทและนาย อ. ไปตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของนาย ต. นาย อ. ได้มีหนังสือไปถึงโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนาย ต. ที่จะต้องนำไปแบ่งปันแก่ทายาท ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะแห่งการยึดถือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 เพราะจำเลยมิได้ให้การยอมรับว่าที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของนาย ต. การโต้แย้งตามหนังสือของนาย อ. ดังกล่าวจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองเช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องเกิน 2 ปี นับแต่จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 108 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยคัดค้านหรือยุ่งเกี่ยวกับการรังวัดออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาท หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายไปจดทะเบียนเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2552 หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย

โจทก์ให้การและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 108 ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด แก่จำเลย และให้โจทก์จดทะเบียนเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2552 หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมของโจทก์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 108 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งหรือติ่ง ห้ามจำเลยขัดขวางการแบ่งปันทรัพย์มรดกของโจทก์ ให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินพิพาท กับห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับการรังวัดขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทต่อไป หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมทั้งสองศาล และฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า นายติ๋มหรือติ่ง บิดาโจทก์มีภริยา 2 คน คือ นางห้อย กับนางห้อง โจทก์เป็นบุตรที่เกิดกับนางห้อย มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน ส่วนนายอวย บิดาจำเลยเป็นบุตรของนายติ๋งที่เกิดกับนางห้อง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน นายติ๋งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2522 โดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 108 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 37 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

เนื้อที่ 3 งาน 20 ตารางวา วันที่ 25 พฤษภาคม 2552 ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายติ๋งตามสำเนาคำสั่ง วันที่ 30 กรกฎาคม 2552 โจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินทั้งสองแปลงในฐานะผู้จัดการมรดกของนายติ๋ง ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) นายอวยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2555 ตามสำเนามรณบัตร วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 โจทก์ขอรังวัดออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทตามสำเนาคำขอออกโฉนดที่ดิน และนำเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ไปรังวัดที่ดินพิพาทวันที่ 24 ธันวาคม 2555 แต่จำเลยซึ่งครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาทคัดค้านไม่ยอมให้รังวัดอ้างว่าเป็นของนายอวย ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำ วันที่ 3 มกราคม 2556 โจทก์ขอยกเลิกคำขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาท ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำ

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงวินิจฉัยอีกว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยชนะคดีในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่จำเลยก็ยังมีสิทธิที่จะตั้งประเด็นส่วนที่จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งซึ่งจำเลยก็ได้โต้แย้งแก้อุทธรณ์ไว้ในข้อ 2 ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนายติ๋ง ไม่อาจนำไปแบ่งปันให้ทายาท ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตั้งประเด็นในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งหรือไม่ กับฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งจึงชอบแล้ว

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เป็นไปตามประเด็นที่เกิดจากฟ้องแย้งของจำเลยและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและเป็นการไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกขอรังวัดออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาท แต่จำเลยคัดค้านการรังวัด โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้บังคับจำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้าน ส่วนการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่จะต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีการแย่งการครอบครองที่ดินกันและฝ่ายที่ถูกแย่งการครอบครองประสงค์จะเอาที่ดินคืน จึงต้องฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แต่คดีนี้จำเลยมิได้ให้การยอมรับว่าที่ดินเป็นมรดกของนายติ๋งซึ่งตกทอดแก่ทายาทและจำเลยแย่งการครอบครองมาจากทายาทคนอื่นจนได้สิทธิการครอบครองแล้วแต่อย่างใด

หากแต่ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนายติ๋ง ไม่อาจนำไปแบ่งปันให้ทายาทได้ เพราะนายติ๋งยกให้นายอวยบิดาจำเลยตั้งแต่นายติ๋งยังมีชีวิตอยู่ เท่ากับอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายอวยและตกทอดมาเป็นของจำเลย โดยนายอวยและจำเลยมิได้แย่งการครอบครองมาจากผู้ใด คดีจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่น ไม่อาจแย่งการครอบครองในที่ดินซึ่งตนเองมีสิทธิครอบครองหรือเป็นเจ้าของได้ แม้ภายหลังที่โจทก์มีหนังสือ แจ้งให้ทายาทและนายอวยไปตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายติ๋ง นายอวยได้มีหนังสือ ไปถึงโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนายติ๋งที่จะต้องนำไปแบ่งปันให้ทายาท

ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 เพราะจำเลยมิได้ให้การยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของติ๋ง การโต้แย้งตามหนังสือของนายอวยดังกล่าวจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว

ที่จำเลยฎีกาว่า การขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทมิได้เป็นการดำเนินการเพื่อการจัดการมรดกหรือการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การขอรังวัดออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทจากเดิมที่เป็นที่ดินมีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเป็นเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ย่อมจะทำให้ทราบแนวเขตและเนื้อที่ของที่ดินได้แน่นอนชัดเจน ซึ่งก็จะเป็นผลดีต่อการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทนั้นเอง แต่ถูกจำเลยขัดขวางอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งหรือไม่ ฎีกาของจำเลยทุกข้อดังกล่าวข้างต้นล้วนฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาในข้อสุดท้ายว่า

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาห้ามมิให้จำเลยขัดขวางการแบ่งปันทรัพย์มรดกของโจทก์เป็นการพิพากษาที่เกินคำขอ และโจทก์ขอยกเลิกคำขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทแล้ว คำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินไม่อาจบังคับได้นั้น เห็นว่า โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินและห้ามจำเลยคัดค้านหรือยุ่งเกี่ยวกับการรังวัดออกโฉนดที่ดินเท่านั้น โดยมิได้มีคำขอห้ามจำเลยขัดขวางการแบ่งปันมรดกของโจทก์ในกรณีอื่นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาห้ามจำเลยขัดขวางการแบ่งปันมรดกของโจทก์จึงเกินคำขอ และเมื่อโจทก์ขอยกเลิกการขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทแล้ว ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำ คำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของจำเลยย่อมถูกยกเลิกไปด้วย จึงไม่มีเหตุที่จะต้องบังคับให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินอีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ห้ามจำเลยขัดขวางการแบ่งปันมรดกของโจทก์และที่ให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาท กับห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับการรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทต่อไป หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร · ประพาฬ อนมาน · อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดตราด - นายอัคเดช มัชฌิมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นางปวีณณา ศรีวงษ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1426/2558
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ13/2556
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ80/2557
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3993/2541

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างมีน้ำขัง ตลอดปีเป็นที่ดินหัวไร่ปลายนา ไม่มีผู้ใดครอบครองทำประโยชน์ โจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาติดต่อกันเป็นเวลา 8 ปีเศษเป็นการยืนยั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7940/2540

ล.บิดาของโจทก์ทั้งสาม และ ด.เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองที่พิพาทมาแต่เดิม ต่อมา ล.ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 และ ด. แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 และ ด.ได้ที่ดินพิพาทเป็นอัตราส่วนเพียงใด ต้องถือว่าโจทก์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6963/2540

เมื่อปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์อ้างสิทธิในการขอเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยที่ 1และที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ซื้อมาจากจำเลยที่ 1 ก่อนขายให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ขอออกหนังสือรับรองกา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2432/2538

จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเช่าจากโจทก์ จึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิครอบครอง โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยเปลี่ยนเจตนาใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6175/2538

โจทก์ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลปรากฏว่าจำเลยอยู่ในบ้านพิพาทซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวและอ้างว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของจำเลย แต่จำเลยไม่ได้ให้การกล่าวอ้างว่าโจทก์ซื้อที่ดินแ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้