Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 739/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับตามสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาเป็นเงิน540,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลดค่าปรับตามสัญญาให้ปรับจำเลยเป็นเงิน200,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ขอลดค่าปรับลงอีกโดยอุทธรณ์ว่าค่าปรับไม่ควรเกินสัญญาละ 50,000 บาท รวมสองสัญญาควรเป็นเงินไม่เกิน 100,000 บาท จำเลยมิได้อุทธรณ์ขอให้งดหรือยกเว้นค่าปรับแก่จำเลย ดังนี้ ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกเว้นค่าปรับจึงไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จำนวนเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลจะกำหนดให้คู่ความฝ่ายหนึ่งใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นดุลพินิจของแต่ละศาลซึ่งจะกำหนดให้โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 161 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินค่าปรับที่กำหนดจำนวนแน่นอนตามสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาโจทก์ไม่อาจฟ้องโดยกำหนดทุนทรัพย์ให้ต่ำกว่าที่ข้อสัญญาระบุไว้ได้ ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องตามทุนทรัพย์ที่กำหนดในศาลชั้นต้นโดยสุจริต เมื่อศาลล่างทั้งสองได้ใช้ดุลพินิจลดค่าปรับตามสัญญาอันเป็นประโยชน์แก่จำเลยเช่นนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลแทนโจทก์เต็มตามที่โจทก์ฟ้องจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว โจทก์แต่งตั้งพนักงานอัยการให้เป็นทนายความแก้ต่างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ศาลมีอำนาจที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีเสียค่าทนายความตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้แก่โจทก์ได้ตามมาตรา 161 โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยผิดนัดโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2537 จำเลยทำสัญญาประกันตัวนายระดมพลแก้วประการ และนางสมัย เรือนทิศ ผู้ต้องหาจากความควบคุมของโจทก์โดยสัญญาว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาทั้งสองให้โจทก์ตามกำหนดนัด หากผิดสัญญายอมชดใช้เงินคนละ 270,000 บาท รวมเป็นเงิน 540,000 บาท ให้แก่โจทก์ และจำเลยนำ น.ส.3 เลขที่ 117มอบให้แก่โจทก์เพื่อยึดไว้เป็นหลักประกัน เมื่อครบกำหนดส่งตัวผู้ต้องหาทั้งสอง จำเลยไม่สามารถส่งตัวผู้ต้องหาทั้งสองให้โจทก์ตามสัญญา ถือว่าจำเลยผิดสัญญาประกันต้องชดใช้เงินให้แก่โจทก์จำนวน 540,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2537 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 124,385 บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย

ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 664,385 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 540,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปจากโจทก์จริง ภายหลังผู้ต้องหาทั้งสองหลบหนี จำเลยพยายามติดตามผู้ต้องหาทั้งสองจนกระทั่งพบแล้วนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองส่งมอบแก่เจ้าพนักงานตำรวจ และพนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาลงโทษผู้ต้องหาทั้งสองแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2217/2538 ของศาลชั้นต้น ถือได้ว่าจำเลยได้บรรเทาความเสียหายบางส่วนแล้ว ที่โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาประกันสูงเกินส่วนที่จำเลยต้องรับผิดตามสัญญา

โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกดอกเบี้ยจากจำเลย โจทก์เสียหายไม่เกิน 10,000 บาท ขอให้ศาลลดค่าปรับให้แก่จำเลยด้วยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่4 เมษายน 2537 จำเลยทำสัญญาประกันตัวนายระดมพล แก้วประการ และนางสมัยเรือนทิศ ผู้ต้องหาคดีอาญาต่อโจทก์ โดยตกลงว่าถ้าผิดสัญญายอมใช้เงินคนละ 270,000 บาท ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งสองแก่โจทก์ ในวันที่ 19สิงหาคม 2537 จำเลยติดตามพบผู้ต้องหาทั้งสองและนำตัวส่งมอบแก่เจ้าพนักงานตำรวจหลังผิดนัดผิดสัญญาดังกล่าว 9 เดือนเศษ และศาลมีคำพิพากษาลงโทษผู้ต้องหาทั้งสองแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2217/2538 ของศาลชั้นต้นมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า สมควรลดค่าปรับลงอีกหรือยกเว้นค่าปรับให้แก่จำเลยหรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับตามสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาเป็นเงิน 540,000 บาท

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลดค่าปรับตามสัญญาให้ปรับจำเลยเป็นเงิน200,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ขอลดค่าปรับลงอีกโดยอุทธรณ์ว่าค่าปรับไม่ควรเกินสัญญาละ 50,000 บาท รวมสองสัญญาควรเป็นเงินไม่เกิน 100,000 บาท จำเลยมิได้อุทธรณ์ขอให้งดหรือยกเว้นค่าปรับแก่จำเลย ดังนี้ ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกเว้นค่าปรับจึงไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่จำเลยฎีกาขอลดค่าปรับลงอีกนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยโดยพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยติดตามตัวผู้ต้องหาทั้งสองนำมามอบแก่พนักงานสอบสวนหลังจากจำเลยผิดสัญญาแล้ว 9 เดือนเศษ และลดค่าปรับลงเหลือเป็นเงิน 120,000 บาท สูงกว่าที่จำเลยอุทธรณ์ขอเพียง 20,000 บาท

เช่นนี้จึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขลดค่าปรับให้แก่จำเลยอีก ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยควรรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่ากับค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีหรือไม่ เห็นว่า จำนวนเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลจะกำหนดให้คู่ความฝ่ายหนึ่งใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นดุลพินิจของแต่ละศาลซึ่งจะกำหนดให้โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 161 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินค่าปรับที่กำหนดจำนวนแน่นอนตามสัญญา

กรณีเห็นได้ชัดแจ้งว่าโจทก์ไม่อาจฟ้องโดยกำหนดทุนทรัพย์ให้ต่ำกว่าที่ข้อสัญญาระบุไว้ได้ ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องตามทุนทรัพย์ที่กำหนดในศาลชั้นต้นโดยสุจริต เมื่อศาลล่างทั้งสองได้ใช้ดุลพินิจลดค่าปรับตามสัญญาอันเป็นประโยชน์แก่จำเลยเช่นนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลแทนโจทก์เต็มตามที่โจทก์ฟ้องจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ขอให้พนักงานอัยการเป็นทนายแก้ต่าง พนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติ จึงไม่มีเหตุผลตามกฎหมายที่จะให้จำเลยชำระค่าทนายความแทนโจทก์นั้น

เห็นว่าโจทก์แต่งตั้งพนักงานอัยการให้เป็นทนายความแก้ต่างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีศาลมีอำนาจที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีเสียค่าทนายความตามมาตรา 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้แก่โจทก์ได้ตามมาตรา 161 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ของเงินเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินเมื่อจำเลยผิดนัดโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้"

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โนรี จันทร์ทร · พินิจ เพชรรุ่ง · ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้