คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง ๔ ร่วมกันมีอาวุธปืนสำหรับใช้เฉพาะในการสงครามไว้ในครอบครอง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และริบของกลาง จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ ๒, ๓, ๔ ปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑, ๒, ๔ มีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก ๑๒ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คงจำคุก ๖ ปี ยกฟ้องจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๔ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๔ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ ถึงแก่ความตายในระหว่างอายุความอุทธรณ์สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ส่วนคดีของจำเลยอื่นปรากฏว่าในระหว่างอายุความฎีกาได้มีพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ.๒๕++ ออกใช้บังคับ ซึ่งมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้โอกาสแก่ผู้มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดสำหรับใช้เฉพาะการสงคราม นำมามอบให้นายทะเบียนท้องที่ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ ดังนั้น แม้จะฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๔ มีอาวุธปืนสำหรับใช้เฉพาะการสงครามตามฟ้องไว้ในครอบครอง จำเลยที่ ๔ ก็ได้รับยกเว้นโทษตามบทกฎหมายดังกล่าว และเป็นเหตุในลักษณะคดีแม้จำเลยที่ ๑ จะมิได้อุทธรณ์ฎีกาต่อมาก็ได้ประโยชน์จากบทบฏหมายดังกล่าวนี้ด้วย
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๔