Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7504/2561

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 142 เป็นกรณีที่ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สิน หรือเอกสารใด ๆ อันเจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็นพยานหลักฐาน... ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะรักษาทรัพย์หรือเอกสารนั้นไว้เอง... ต้องระวางโทษจำคุก... เป็นการกระทำความผิดต่อเจ้าพนักงานและรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย กฎหมายมิได้บัญญัติถึงองค์ประกอบความผิดในส่วนที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือประชาชนไว้ ดังนั้น บุคคลทั่วไปหรือประชาชนจึงไม่อาจเป็นผู้เสียหายในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 142 ได้ สำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 นั้น เมื่อการกระทำที่โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 142, 151 และ 158 ไม่ได้เป็นการกระทำความผิดต่อโจทก์โดยตรง และโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจดำเนินคดีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ในความผิดตามมาตรา 142, 151 และ 158 แล้ว การที่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 กระทำการเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 3 และที่ 4 แม้จะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม โจทก์ก็ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 โดยตรง แม้โจทก์จะเคยร้องเรียนให้ดำเนินการสอบสวนลงโทษทางวินัยแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ตาม การที่โจทก์เป็นผู้ร้องเรียนให้ลงโทษทางวินัยแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิที่โจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษซึ่งจะทำให้โจทก์เป็นผู้เสียหายตามมาตรา 157

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบตามประมวลกฎหมายอาญา 83, 91, 142, 151, 157, 158

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142 ประทับฟ้อง จำเลยที่ 9 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 10 พิพากษายกฟ้องทุกข้อหา และพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157, 158

โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 9 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142 เป็นกรณีที่ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สิน หรือเอกสารใด ๆ อันเจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็นพยานหลักฐาน... ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะรักษาทรัพย์หรือเอกสารนั้นไว้เอง... ต้องระวางโทษจำคุก... เป็นการกระทำความผิดต่อเจ้าพนักงานและรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย กฎหมายมิได้บัญญัติถึงองค์ประกอบความผิดในส่วนที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือประชาชนไว้

ดังนั้น บุคคลทั่วไปหรือประชาชนจึงไม่อาจเป็นผู้เสียหายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142 ได้ โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ในความผิดฐานนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 9 มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 7 และที่ 8 เสนอความเห็นไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติโดยผ่านจำเลยที่ 9 ว่า พฤติการณ์ที่ร้องเรียนกล่าวหาจำเลยที่ 3 กับพวกว่ากระทำผิดในชั้นนี้ยังไม่สามารถรับฟังได้ว่ามีมูลกระทำความผิดตามที่ถูกร้องเรียนหรือไม่

การที่จะสั่งให้สืบสวนข้อเท็จจริงหรือแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงในขณะนี้ยังไม่มีมูลเพียงพอที่จะดำเนินการได้ จึงเห็นควรแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจำเลยที่ 7 และที่ 8 ต้องการจะถ่วงเวลาเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น เมื่อการกระทำที่โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142, 151 และ 158 ไม่ได้เป็นการกระทำความผิดต่อโจทก์โดยตรง และโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจดำเนินคดีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ในความผิดตามมาตรา 142, 151 และ 158 แล้ว การที่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 กระทำการเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามที่โจทก์ฟ้อง

แม้จะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม โจทก์ก็ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 โดยตรง แม้โจทก์จะเคยร้องเรียนให้ดำเนินการสอบสวนลงโทษทางวินัยแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ตาม การที่โจทก์เป็นผู้ร้องเรียนให้ลงโทษทางวินัยแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิที่โจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษซึ่งจะทำให้โจทก์เป็นผู้เสียหายตามมาตรา 157 ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กระทำความผิดตามมาตรา 157 โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กระทำไปโดยมีเจตนาทุจริตเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่า

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กระทำความผิดตามมาตรา 157 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142, 151, 157 และ 158 การที่ศาลชั้นต้นประทับฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ในความผิดตามมาตรา 142 และประทับฟ้องจำเลยที่ 9 ในความผิดตามมาตรา 157 มานั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ครั้นเมื่อโจทก์ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ยกเว้นจำเลยที่ 9 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่ได้กระทำความผิดตามมาตรา 157 และโจทก์ไม่ใช่ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 โดยตรง

นอกจากนี้ โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับเจตนาพิเศษของจำเลยที่ 9 กรณีที่โจทก์กับจำเลยที่ 9 เป็นคู่กรณีกันมาก่อนในคดีอาญาของศาลอาญากรุงเทพใต้ โจทก์คงกล่าวในฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยที่ 9 มีเจตนาช่วยเหลือจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ให้ถูกตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทำให้โจทก์เสียหาย ดังนั้น ข้อฎีกาของโจทก์ข้างต้นเกี่ยวกับการที่โจทก์กับจำเลยที่ 9 เป็นคู่กรณีกัน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 9 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ · สุรางคนา กมลละคร · สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ศาลล่าง
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง - นางกมลา เทพวงค์
ศาลอุทธรณ์ - นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อท.3/2561
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อท15/2559
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อท15/2560
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1184/2505

จำเลยเป็นปลัดอำเภอทำหน้าที่รับคำขอจดทะเบียนอาวุธปืนส่งเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณาสั่งอนุญาตแล้วจึงเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ร้องขออนุญาตนั้น. หากรับคำขอจดทะเบียนและเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมไว้แล้วเบียดบังเงิน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2140/2568

แม้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3620/2566

ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับ การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ข้อ 1…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2934/2566

จำเลยที่ 1 ตำแหน่งนายกเทศมนตรี มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและรับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมาย กับมีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อและสั่งจ้างในฐานะที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2695/2566

จำเลยที่ 2 หัวหน้าสำนักงานปลัดมีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการ และสำนักปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักพัฒนาเป็นผู้จัดทำเอกสารเกี่ยวกับการจัดจ้างและเบิกเงินงบประมาณทั้งหมด ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เข้าไปม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้