Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7509/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยฐานเป็นธุระจัดหาให้ผู้อื่นกระทำการค้าประเวณี ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ส่วนคำขอท้ายฟ้องแม้จะอ้างพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี แต่ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาให้ผู้อื่นกระทำการค้าประเวณีตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง มีบัญญัติเป็นความผิดอยู่ในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ส่วนตาม พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 บัญญัติเป็นความผิดอยู่ในมาตรา 8 มิใช่มาตรา 9 ดังนี้ การที่ระบุขอให้ลงโทษตามมาตรา 9 ย่อมแปลได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 นั่นเอง มิใช่ประสงค์ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 แต่อย่างใด จึงหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างกฎหมายที่ถูกยกเลิกแล้วมาขอให้ลงโทษจำเลย อันจะมีผลเท่ากับโจทก์มิได้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ไม่ ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ชอบแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.อ. มาตรา 158 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี มาตรา 9

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี มาตรา 9 (ที่ถูก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 30,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 ปี เพียงสถานเดียวและไม่ปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุนางสาวศิริวรรณ กระทำการค้าประเวณี คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นธุระจัดหาเพื่อให้ผู้อื่นกระทำการค้าประเวณีตามฟ้องหรือไม่ พยานโจทก์มีร้อยตำรวจเอกอกนิษฐ์ กับสิบตำรวจเอกเทิดศักดิ์ พยานทั้งสองกับพวกร่วมกันวางแผนล่อซื้อการค้าประเวณี เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกอกนิษฐ์กับสิบตำรวจเอกเทิดศักดิ์เบิกความสอดคล้องกัน โดยเฉพาะสิบตำรวจเอกเทิดศักดิ์ได้ปลอมตัวและเข้าไปพูดคุยกับจำเลยด้วยตนเอง ทั้งในการล่อซื้อยังได้นำธนบัตรไปแจ้งลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้ ที่สิบตำรวจเอกเทิดศักดิ์เบิกความว่า สิบตำรวจเอกเทิดศักดิ์เข้าไปในร้านเดอะแจมเมื่อเวลาประมาณ 23 นาฬิกา แต่รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี

ระบุว่า สิบตำรวจเอกเทิดศักดิ์นำธนบัตรไปแจ้งเมื่อเวลา 23.30 นาฬิกา ก็ฟังได้ว่าเป็นเพียงเวลาโดยประมาณ และสถานที่เกิดเหตุมิได้อยู่ไกลจากสถานีตำรวจ จึงมิใช่เป็นข้อที่แตกต่างกันมากจนถึงกับจะเป็นพิรุธ ข้อที่ร้อยตำรวจเอกอกนิษฐ์ค้นได้ธนบัตรฉบับละ 500 บาท 1 ฉบับ ตามสำเนาภาพถ่ายจากจำเลย จำเลยรับว่าร้อยตำรวจเอกอกนิษฐ์ค้นได้ธนบัตรดังกล่าวจากจำเลยจริง โดยธนบัตรมีหมายเลขตรงกับที่ได้มีการแจ้งลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าว ทั้งโจทก์ยังมีนางสาวศิริวรรณเบิกความว่า วันเกิดเหตุหลังเวลาเที่ยงคืน ขณะพยานนั่งอยู่ในห้องวีไอพีของโรงแรมสินทวี จำเลยไปพบพยานและบอกว่ามีลูกค้ามาซื้อบริการทางเพศ พยานเคยขายบริการทางเพศโดยจำเลยเป็นคนติดต่อมากกว่า 5 ครั้ง

พยานไปพบลูกค้าที่สถานบันเทิงเดอะแจมและรับเงินจากลูกค้า 2,000 บาท ระหว่างอยู่ในห้องลูกค้าพูดคุยกับเพื่อนทางโทรศัพท์เมื่อเพื่อนของลูกค้าเข้ามาในห้องจึงทราบว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ พยานถูกจับข้อหากระทำการค้าประเวณี สอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกอกนิษฐ์กับสิบตำรวจเอกเทิดศักดิ์โดยไม่มีเหตุที่นางสาวศิริวรรณต้องกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลย ข้อที่จำเลยนำสืบอ้างว่า นางสาวศิริวรรณ มอบเงิน 500 บาท ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นค่าห้องพักนั้น ไม่น่าเชื่อ เพราะการชำระค่าห้องพักน่าจะเป็นการชำระต่อพนักงานเก็บเงินมากกว่าที่จะนำไปชำระให้แก่จำเลย จึงน่าเชื่อว่าเป็นเงินที่นางสาวศิริวรรณให้แก่จำเลยเป็นค่าตอบแทนที่จำเลยหาลูกค้าให้

พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นธุระจัดหาเพื่อให้นางสาวศิริวรรณ กระทำการค้าประเวณี จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาเพื่อให้ผู้อื่นกระทำการค้าประเวณี กฎหมายกำหนดโทษไว้ในอัตราสูง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาจำคุกจำเลย 2 ปี จึงมิได้หนักเกินไป แต่กรณีตามฟ้องจำเลยเป็นธุระจัดหาให้นางสาวศิริวรรณกระทำการค้าประเวณีเพียงรายเดียวและด้วยความยินยอมของนางสาวศิริวรรณเอง มิใช่เกิดจากการบังคับของจำเลย ทั้งจำเลยมิได้มีสถานที่ไว้สำหรับการค้าประเวณี หรือมีพฤติการณ์ใช้อุบายหลอกลวงหรือบังคับขู่เข็ญอย่างผิดคลองธรรมให้ผู้อื่นกระทำการค้าประเวณีเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ตอบแทนโดยมิชอบสำหรับจำเลยเองหรือบุคคลอื่นใด

การกระทำของจำเลยจึงมิได้ร้ายแรงมากนัก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน ตามรูปคดีจึงยังมีเหตุอันควรปรานีรอการลงโทษให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบจึงลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง

จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า ตามคำขอท้ายฟ้องอาญาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี มาตรา 9 โดยมิได้ระบุปี พ.ศ. ใดจึงต้องหมายถึง พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 ซึ่งถูกยกเลิกแล้ว อันมีผลเท่ากับโจทก์มิได้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยฐานเป็นธุระจัดหาให้ผู้อื่นกระทำการค้าประเวณี ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ส่วนคำขอท้ายฟ้องแม้จะอ้างพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี แต่ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาให้ผู้อื่นกระทำการค้าประเวณีตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง

มีบัญญัติเป็นความผิดอยู่ในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ส่วนตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 บัญญัติเป็นความผิดอยู่ในมาตรา 8 มิใช่มาตรา 9 ดังนี้การที่ระบุขอให้ลงโทษตามมาตรา 9 ย่อมแปลได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 นั่นเอง มิใช่ประสงค์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 แต่อย่างใด จึงหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างกฎหมายที่ถูกยกเลิกแล้วมาขอให้ลงโทษจำเลย อันจะมีผลเท่ากับโจทก์มิได้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ไม่ ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดภูเก็ต - นางสาวพรพิมล โศจิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ - นายปัญญา ช่อมณี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1592/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ3451/2546
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ3100/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1543/2568

ฟ้องโจทก์ทั้งสองเดิมบรรยายว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ด้วยการเบิกถอนเงิน จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกเพียงรายการเดียว 2,000,000 บาท โอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยโดยท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2568

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1505/2567

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 165 บัญญัติว่า "ในระหว่างเวลาตั้งแต่ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จนถึงเวลาที่พ้นจากล้มละลาย ลูกหนี้คนใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1028/2567

องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ต้องประกอบด้วยผู้หลอกลวงมีเจตนาทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และผลของการหลอกลวงนั้นทำให้ผู้หลอกล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 980/2567

สำหรับความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 เวลากลางวัน จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้