Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7520/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

หลังจากจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตาย 1 นัด จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงมันอีกนัดเอาให้ตาย จากนั้นจำเลยที่ 1 เดินไปที่รถจักรยานยนต์เปิดท้ายรถหากระสุนปืนแต่ไม่มีกระสุนปืน การที่จำเลยที่ 2 พูดยุยงให้จำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายซ้ำหลังจากจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายไปแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด เพราะจำเลยที่ 1 ได้ลงมือกระทำความผิดไปแล้ว คำยุยงของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงสนับสนุนเร้าใจให้จำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายซ้ำให้ถึงแก่ความตายหนักแน่นขึ้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาฆ่าผู้อื่น แต่ปฏิเสธว่ามิได้กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและกระทำไปโดยบันดาลโทสะ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตลอดชีวิต

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานฆ่าผู้อื่นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่น 25 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ไม่ได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้อง อันหมายความว่าจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายซึ่งเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นทันทีทันใด คดีนี้โจทก์ไม่ได้ตัวนางสาวสุนีย์และนางสาวพัฒชรดามาเบิกความ แต่ในชั้นสอบสวนนางสาวสุนีย์ให้การวันที่ 11 พฤษภาคม 2546 ตามบันทึกคำให้การ จำเลยที่ 1 เดินมาหน้าร้านพูดขู่ผู้ตายและทำท่าจับเอว ผู้ตายวิ่งเข้าไปในร้าน พวกจำเลยที่ 1 สองคนเดินมาที่ประตูพูดจาโวยวายเพื่อให้ผู้ตายออกมา จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตาย ให้การเพิ่มเติมวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เมื่อดูภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ว่า

หลังจากจำเลยที่ 1 ยิงแล้ว จำเลยที่ 2 พูดว่ายิงมันให้ตาย จำเลยที่ 1 จึงเดินไปที่รถจักรยานยนต์เปิดท้ายรถหากระสุนปืนแต่ไม่มีกระสุนปืน ให้การเพิ่มเติมวันที่ 31 พฤษภาคม 2546 เมื่อดูภาพถ่ายจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ท้าทายให้ผู้ตายออกมาจากร้านและให้การเพิ่มเติมวันที่ 17 มิถุนายน 2546 เมื่อดูตัวจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงมันอีกนัด ยิงมันให้ตาย นางสาวพัฒชรดาให้การวันที่ 11 พฤษภาคม 2546 ตามบันทึกคำให้การ จำเลยที่ 1 มีอาการเมาสุราพูดกับผู้ตายและใช้มือจับเอวเหมือนกับจะดึงวัตถุหรือสิ่งของที่เป็นอาวุธออกมา ผู้ตายวิ่งหลบหนีเข้าไปในร้าน พวกจำเลยที่ 1 เรียกให้ผู้ตายออกมา จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตาย

พวกจำเลยที่ 1 พูดว่า ยิงมันอีกนัด ยิงมันให้ตาย ให้การเพิ่มเติมวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เมื่อดูภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลที่ยั่วยุและเรียกให้ผู้ตายออกมา ให้การเพิ่มเติมวันที่ 1 มิถุนายน 2546 เมื่อดูภาพถ่ายจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ใช้ให้พยานเรียกผู้ตายออกมาพบจำเลยที่ 1 บอกว่าจะคุยด้วย และให้การเพิ่มเติมวันที่ 24 มิถุนายน 2546 เมื่อดูตัวจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงมันอีกนัด ยิงมันให้ตาย นางสาวศุภลักษณ์พยานโจทก์ให้การในชั้นสอบสวนวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 เมื่อดูภาพถ่ายจำเลยทั้งสามตามบันทึกคำให้การ จำเลยที่ 1 พูดกับผู้ตายและใช้มือจับเอว ผู้ตายตกใจวิ่งหนีเข้าไปในร้าน จำเลยที่ 3 พูดจายั่วยุชักชวนผู้ตายแต่ผู้ตายไม่ออกมา

จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนออกมายิงเข้าไปในร้าน 1 นัด จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงมันอีกนัดเอาให้ตาย ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การ คืนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามกับพวก 1 คน ไปร้านน้ำชาที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนและตั้งใจจะไปยิงผู้ตายจำเลยที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การ จำเลยทั้งสามชักชวนกันไปดื่มน้ำชาที่ร้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และผู้ตายพูดจากันไม่ทราบว่าเป็นเรื่องใด จำเลยที่ 3 เข้าไปช่วยไกล่เกลี่ย ผู้ตายวิ่งเข้าไปในร้าน จำเลยที่ 3 ห้ามจำเลยที่ 1 แต่ไม่สามารถห้ามได้ จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ดังนี้ ที่นางสาวศุภลักษณ์เบิกความว่า

เมื่อจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตาย 1 นัด พวกจำเลยที่ 1 ตะโกนบอกให้ยิงอีก 1 นัด แต่ในชั้นสอบสวนนางสาวศุภลักษณ์ให้การว่า จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงมันอีกนัดเอาให้ตาย โดยนายสาวศุภลักษณ์มาเบิกความวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 หลังเกิดเหตุนาน 2 ปี 5 เดือนเศษ เมื่อพิจารณาคำให้การนางสาวสุนีย์และนางสาวพัฒชรดาซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุพร้อมกันแล้ว นางสาวสุนีย์และนางสาวพัฒชรดาให้การทำนองเดียวกับนางสาวศุภลักษณ์ว่า จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงมันอีกนัดเอาให้ตาย ดังนั้น ฟังได้ว่านางสาวศุภลักษณ์พยานโจทก์เบิกความกลับคำเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 2 คำให้การนางสาวศุภลักษณ์ในชั้นสอบสวนเป็นความจริงยิ่งกว่าที่เบิกความต่อศาล ข้อเท็จจริงฟังได้มั่นคงว่า

หลังจากจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตาย 1 นัด จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงมันอีกนัดเอาให้ตาย จากนั้นจำเลยที่ 1 เดินไปที่รถจักรยานยนต์เปิดท้ายรถหากระสุนปืนแต่ไม่มีกระสุนปืน การที่จำเลยที่ 2 พูดยุยงให้จำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายซ้ำหลังจากจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายไปแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด เพราะจำเลยที่ 1 ได้ลงมือกระทำความผิดไปแล้ว คำยุยงของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงสนับสนุนเร้าใจให้จำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายซ้ำให้ถึงแก่ความตายหนักแน่นยิ่งขึ้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเป็นตัวการ ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นผู้สนับสนุน

แม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ศาลลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคง รับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน แต่หลังจากจำเลยที่ 2 พูดยุยงแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยิงซ้ำจะด้วยเหตุใดก็ตาม เห็นควรกำหนดโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าโทษจำเลยที่ 1 ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดของแต่ละบุคคล

สำหรับจำเลยที่ 3 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เดินมาที่ประตูพูดจาโวยวายท้าทายเรียกให้ผู้ตายออกมา ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตายซึ่งเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นทันทีทันใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นกับจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 86 ลงโทษจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรพันธุ์ ละอองมณี · สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร · สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนราธิวาส - นางมาริษษา ผดุงพจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1195/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1538/2546
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ441/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้