คำฟ้องและคำให้การ
ความว่า จำเลยมีหน้าที่ เป็นนายสิบเวรของกองร้อย ในระยะเวลาอันเป็นหน้าที่ราชการของจำเลย จำเลยได้ละทิ้งหน้าที่ออกจากกองร้อยไปเสีย ระหว่างจำเลยละทิ้งหน้าที่ไป ได้มีคนร้ายลักปืนกลเบาไป5 กระบอก ผู้บังคับกองร้อยและกองทัพ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยเห็นว่า การกระทำผิดของจำเลยเป็นฐานผิดวินัย จึงสั่งให้ลงทัณฑ์ขังจำเลย 15 วัน ครั้นต่อมาได้ทำการสอบสวน และฟ้องเป็นคดีนี้ขึ้น ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญาทหาร มาตรา 29(3)
จำเลยให้การรับว่าได้ละทิ้งหน้าที่จริง แต่ได้ถูกลงทัณฑ์ทางวินัยแล้ว ศาลจังหวัดทหารบกอุบล เห็นว่า ผู้บังคับบัญชาได้ลงทัณฑ์ไปแล้ว ศาลจะลงโทษซ้ำอีกไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง ศาลทหารกลางพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้จำคุก 3 ปีลดฐานสารภาพคงจำคุก 2 ปีจำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ความในมาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมายลักษณะอาญาทหารมีบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ถ้านายทหารผู้มีอำนาจตั้งศาลทหาร เห็นสมควรให้นำความผิดฟ้องร้องต่อศาลแล้วจะต้องเป็นไปตามคำสั่งของนายทหารผู้มีอำนาจตั้งศาลทหาร เรื่องนี้ผู้มีอำนาจตั้งศาลทหาร ได้มีคำสั่งตั้งกรรมการศาลขึ้นพิจารณาพิพากษาการกระทำของจำเลย ซึ่งเป็นอำนาจสูงกว่าผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ได้สั่งลงทัณฑ์พิพากษายืน