Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7624/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

หนังสือรับชำระหนี้แทนลูกหนี้ของ บ. ที่ทำให้ไว้แก่โจทก์ เป็นกรณีที่ บ. ซึ่งมิได้เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แทนต่อโจทก์ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์เจ้าหนี้ตกลงให้หนี้ของจำเลยที่ 1 ระงับไป จึงไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ หนี้ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคหนึ่ง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้สินเชื่อกรุงไทยธนวัฏกับโจทก์ 80,000 บาท และธนวัฏพิเศษ 10,000 บาท โดยเบิกถอนและชำระเงินกู้ผ่านบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 โดยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.75 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในวันที่สิ้นสุดของทุกเดือนและยินยอมให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศ กำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี หากครบกำหนดแล้วโจทก์หรือจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา ให้ถือว่าสัญญากู้มีผลบังคับใช้ต่อไปอีกคราวละ 1 ปี ตามเงื่อนไขและข้อตกลงเดิม โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินกู้และชำระหนี้ให้โจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2547 เป็นเงิน 2,500 บาท

คงมีหนี้ค้างชำระ 75,718.93 บาท และไม่ชำระอีก โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 เป็นหนี้อีกต่อไป จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย คิดถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต้นเงิน 75,718.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2547 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 10,828.84 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 86,547.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 75,718.93 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนแล้วและโจทก์คิดดอกเบี้ยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า

ภายหลังจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แล้วเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2547 นางบุรีรัตน์หรือรัตน์ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยินยอมรับผิดชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ พร้อมทั้งชำระหนี้แก่โจทก์ 5,000 บาท และตกลงผ่อนชำระส่วนที่เหลือเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 2,500 บาท โดยได้ผ่อนชำระรวม 3 งวด และต่อมาวันที่ 7 เมษายน 2548 นางบุรีรัตน์ยังทำหนังสือรับชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ตามจำนวนหนี้ที่ค้าง โดยขอผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 5,000 บาท นับแต่เดือนเมษายน 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จอันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ทำให้มูลหนี้เดิมของจำเลยที่ 1 เป็นอันระงับไป สัญญาค้ำประกันจึงระงับไปด้วย เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นความรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณืภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 86,547.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 75,718.93 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้สินเชื่อกรุงไทยธนวัฏและธนวัฏพิเศษ รวมวงเงิน 90,000 บาท จากโจทก์ โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.75 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกเดือนภายในวันสิ้นสุดของเดือนและยอมให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีการบอกเลิกสัญญาให้ถือว่าสัญญามีผลบังคับต่อไปอีกคราวละ 1 ปี ตามเงื่อนไขและข้อตกลงเดิม มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันกรุงไทยธนวัฏและหรือธนวัฏพิเศษเอกสารหมาย

จ.6 ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาแล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ต่อมาวันที่ 7 เมษายน 2548 นางบุรีรัตน์ ภริยาของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับชำระหนี้แทนลูกหนี้ตกลงยอมเข้ารับชำระหนี้แทนลูกหนี้แก่โจทก์ ตามหนังสือรับชำระหนี้แทนลูกหนี้เอกสารหมาย ล.5 แต่นางบุรีรัตน์ไม่ชำระหนี้ตามข้อตกลงคิดถึงวันฟ้องคงมีหนี้ค้างชำระเป็นต้นเงิน 75,718.93 บาท กับดอกเบี้ย 10,828.84 บาท รวม 86,547.77 บาท และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราผิดนัดร้อยละ 14.5 ต่อปี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญากู้มีการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้หรือไม่โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2547 มีการทำหนังสือแปลงหนี้ใหม่ โดยนางบุรีรัตน์ยินยอมเข้าชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และโจทก์สนองรับคำเสนอนั้น หลังจากนั้น นางบุรีรัตน์ชำระหนี้ตามหนังสือแปลงหนี้ดังกล่าว แต่โจทก์ปิดบังซ่อนเร้นไม่ยอมส่งหนังสือแปลงหนี้ดังกล่าวต่อศาล อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น ในข้อนี้จำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากพยานถูกโจทก์แจ้งอายัดเงินในบัญชีเงินเดือนพยานแล้ว โจทก์ให้พยานติดตามจำเลยที่ 1 เพื่อมาตกลงเรื่องการชำระหนี้ที่ค้างพยานพยายามติดตามจำเลยที่ 1 แต่ไม่พบ

พบแต่นางบุรีรัตน์ภริยาของจำเลยที่ 1 นางบุรีรัตน์แจ้งพยานว่าจะขอรับชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ลาออกจากบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (แก่งคอย) จำกัด วันที่ 15 มีนาคม 2547 พยานจึงพานางบุรีรัตน์ไปทำหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ ส่วนพยานทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์เช่นเดียวกัน ตามสำเนาหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย ล.2 และนางบุรีรัตน์ผ่อนชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ในวันดังกล่าว 5,000 บาท ผ่านบัญชีของจำเลยที่ 1 ตามสำเนาใบรับฝากเงินเอกสารหมาย ล.3 หลังจากนั้น นางบุรีรัตน์ผ่อนชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 อีก 3 ครั้ง ครั้งละ 2,500 บาท ตามใบรับฝากเงินเอกสารหมาย ล.6 ต่อมาหลังจากถูกโจทก์ฟ้องพยานไปขอตรวจดูหนังสือขอรับชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ของนางบุรีรัตน์ที่ธนาคารโจทก์สาขาท่าเรือ แต่พนักงานของโจทก์แจ้งว่าไม่พบ

พบแต่หนังสือรับชำระหนี้แทนลูกหนี้ของนางบุรีรัตน์ ฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2548 ตามเอกสารหมาย ล.5 พยานเห็นว่าข้อความตามหนังสือดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยการแปลงหนี้ใหม่แล้ว พยานในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเห็นว่า จำเลยที่ 2 อ้างตนเองเบิกความปากเดียวแต่เพียงลอย ๆ ว่า มีการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากจำเลยที่ 1 เป็นนางบุรีรัตน์เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2547 แต่ไม่มีหนังสือที่แสดงว่ามีการแปลงหนี้ใหม่ดังกล่าวมาแสดงสนับสนุน ทั้งได้ความจากหนังสือเรื่องขอส่งเอกสารของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2548 ถึงศาลชั้นต้นยืนยันว่า หนังสือรับสภาพหนี้ระหว่างโจทก์กับนางบุรีรัตน์ ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2547 ไม่มีอยู่ในระบบของธนาคารโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่ามีการทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ในวันที่ 15 มีนาคม 2547 จริงดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง

ส่วนหนังสือรับชำระหนี้แทนลูกหนี้ของนางบุรีรัตน์ฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2548 ที่ทำให้ไว้แก่โจทก์นั้น เป็นกรณีนางบุรีรัตน์ซึ่งมิได้เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แทนต่อโจทก์ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์เจ้าหนี้ตกลงให้หนี้ของจำเลยที่ 1 ระงับไปจึงไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ หนี้ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมควร วิเชียรวรรณ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล · มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568

เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก พ. ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้นและทำสัญญาใหม่เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. เป็นโจทก์ โดยมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1003/2566

หนี้ตามสัญญากู้เงินพิพาทเกิดจากการนำหนี้เงินกู้ 100,000 บาท หนี้ยืมทองคำ และหนี้ค่าแชร์มารวมกัน แม้หนี้เงินกู้เดิมไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมแต่จำเลยยังมีหน้าที่ต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์เพียงแต่โจทก์ไม่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389/2561

ข้อตกลงเบื้องต้น (MOU) ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 5 เป็นข้อตกลงระหว่างผู้ค้ำประกันด้วยกันเอง โจทก์ในฐานะผู้รับโอนหนี้จากธนาคาร ด. มิได้ตกลงยินยอมด้วย จึงไม่มีผลให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากการเป็นผู้ค้ำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8089/2560

จำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือค้ำประกันให้ไว้แก่โจทก์ความว่า ตามที่จำเลยที่ 1 รับจ้างปรับปรุงตกแต่งอาคารสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และได้ตกลงสั่งซื้อสินค้าและว่าจ้างโจทก์ติดต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13199/2558

ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะทำสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮ้าส์ให้แก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินจากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 177532 จำนวน 6,000,000 บาท จากจำเลยที่ 2 และได้แปลงหนี้ใหม่มาเป็นสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้