Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7628/2561

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับส่งมอบที่ดินคืนและชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และในการวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงก่อนว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือครอบครองแทนจำเลยที่ 1 และต้องพิจารณาว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องมีคุณสมบัติกับปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขดังที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 รวมทั้งระเบียบของนิคมสร้างตนเองคลองน้ำใสหรือไม่ จึงจะสามารถวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปได้ เป็นฎีกาที่จะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาของโจทก์จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 21807 และเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21807 และส่งมอบที่ดินคืนแก่จำเลยที่ 2 ในสภาพเรียบร้อย กับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,400 บาท แก่จำเลยที่ 2 นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 21807 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21807 กับส่งมอบที่ดินคืนให้แก่จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 เดือนละ 800 บาท นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 4 กันยายน 2558) เป็นต้นไป จนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินนิคมสร้างตนเองคลองน้ำใส จังหวัดสระแก้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองคลองน้ำใส โจทก์ได้รับจัดสรรที่ดินแปลงอื่นของนิคมสร้างตนเองคลองน้ำใสให้ครอบครอง ส่วนจำเลยที่ 1 ได้รับจัดสรรที่ดินพิพาทและที่ดินแปลงอื่นให้ครอบครอง วันที่ 20 ธันวาคม 2547 จำเลยที่ 1 ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ วันที่ 11 ตุลาคม 2548 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 1 นำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่ดิน และในวันที่ 26 มิถุนายน 2551 เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ 21807 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยระบุข้อความว่าห้ามโอนภายใน 5 ปี ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ

พ.ศ.2511 วันที่ 2 กันยายน 2557 จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.2427/2555 ต่อจากนั้นในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อพิจารณาฎีกาของโจทก์ทั้งฉบับ สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตนิคมสร้างตนเองมิใช่การครอบครองในฐานะตัวแทนของนิคมสร้างตนเอง เพียงแต่ไม่สามารถยกการครอบครองขึ้นอ้างต่อสู้รัฐเท่านั้น สามารถใช้ยันระหว่างราษฎรด้วยกันได้ การทำสัญญาซื้อขายที่ดิน การนำที่ดินให้บุคคลอื่นเช่า การทำสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างห้ามโอนมีผลให้สัญญาระหว่างคู่สัญญาสามารถบังคับได้ แต่ใช้ยันต่อรัฐไม่ได้

เมื่อจำเลยที่ 1 ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 สละสิทธิการครอบครองและไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท หาใช่เป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 1 ไม่ การออกโฉนดที่ดินให้ผู้ไม่มีสิทธิเป็นการออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลมีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินและนิคมสร้างตนเองคลองนำใสอาจจัดสรรให้สมาชิกที่มีคุณสมบัติต่อไปได้ หากศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ซึ่งสละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทไปแล้ว กลับมามีสิทธิในที่ดินพิพาท จะเป็นการขัดเจตนารมณ์ของกฎหมาย และทำให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินนิคมสร้างตนเองเลี่ยงกฎหมาย แม้จำเลยที่ 2 จะซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยสุจริตตามคำสั่งศาลก็ไม่ได้รับความคุ้มครอง

เนื่องจากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเกิดจากเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโอนให้แก่กันไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้สิทธิในที่ดินพิพาท ไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับส่งมอบที่ดินคืนและชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และในการวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาดังกล่าว

ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงก่อนว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือเป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 1 และจะต้องพิจารณาว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องมีคุณสมบัติกับปฏิบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขดังที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 รวมทั้งระเบียบของนิคมสร้างตนเองคลองน้ำใสหรือไม่ จึงจะสามารถวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปได้ เป็นฎีกาที่จะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีรวิทย์ สายสมบัติ · ประมวญ รักศิลธรรม · ชลิต กฐินะสมิต
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสระแก้ว - นายภูชิชย์ จิตรบุญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสมหมาย ปิยะพิสุทธิ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2881/2560
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ411/2558
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ509/2559
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้