Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7642/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่1ทำสัญญาเช่าซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปจากโจทก์มีจำเลยที่2เป็นผู้ค้ำประกันและมีจำเลยร่วมเป็นผู้ประกันภัยทรัพย์ที่เช่าซื้อต่อมาในระหว่างเช่าซื้อและภายในอายุสัญญาประกันภัยทรัพย์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไปโจทก์ได้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาตามกรมธรรม์แล้วการที่โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งๆที่โจทก์ในฐานะผู้รับประโยชน์มีสิทธิฟ้องจำเลยร่วมให้รับผิดต่อโจทก์ได้เต็มตามจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งหากจำเลยทั้งสองต้องชำระราคาแทนให้โจทก์จำเลยที่1ในฐานะเป็นผู้เอาประกันภัยย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยฟ้องเรียกค่าทดแทนสำหรับความเสียหายของโทรศัพท์ดังกล่าวจากจำเลยร่วมผู้รับประกันภัยได้ดังนั้นจำเลยที่1จึงขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา57(3)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่จากโจทก์ 1 เครื่อง มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาในระหว่างเช่าซื้อจำเลยที่ 1 ทำทรัพย์ที่เช่าซื้อสูญหาย ซึ่งตามข้อตกลงในสัญญาถือว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงนับแต่โจทก์ทราบถึงการสูญหาย โจทก์ทวงถามค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 42,000 บาท ตามราคาค่าเช่าซื้อที่ยังขาดแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 51,065 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 42,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ให้การว่า ได้ทำสัญญาเช่าซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามฟ้องจริง โดยโจทก์จัดให้บริษัทวิริยะประกันภัย

จำกัดเป็นผู้รับประกันภัยทรัพย์ที่เช่าซื้อ กำหนดให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยและมีหน้าที่ชำระเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัย ต่อมาโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไป จำเลยที่ 1 ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้แจ้งความร้องทุกข์เป็นหลักฐานเพื่อใช้สิทธิเรียกร้องให้บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด รับผิด หลังจากนั้นโจทก์ทวงถามให้จำเบยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือจำนวน 42,000 บาทจำเลยที่ 1 ชำระให้ด้วยเช็ค 2 ฉบับ แต่โจทก์ไม่นำไปเรียกเก็บเงินจำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้ผิดนัด ทั้งโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยอยู่แล้ว ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัยจำกัด ผู้รับประกันภัยทรัพย์ที่เช่าซื้อเข้าเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยร่วมให้การว่า

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยร่วมมิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์และจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องให้จำเลยร่วมรับผิดก็เป็นคนละมูลหนี้กับคดีนี้ อีกทั้งจำเลยร่วมไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เพราะการที่ทรัพย์สินที่เช่าซื้อสูญหายเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยร่วมอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยร่วมฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยร่วมฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้เช่าซื้อ จำเลยที่ 2รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันโดยมิได้ฟ้องให้จำเลยร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัย ฉะนั้นจำเลยที่ 1 จะขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ไม่ได้ และที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสอง ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปจากโจทก์ 1 เครื่อง

ราคา 84,000 บาทมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และมีจำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัยทรัพย์ที่เช่าซื้อในวงเงิน 80,000บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2532 ในระหว่างเช่าซื้อและภายในอายุสัญญาประกันภัย ทรัพย์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไปโดยมิใช่ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้จำเลยร่วมทราบภายในกำหนด 30 วัน นับจากวันที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ตามเงื่อนไขกรมธรรม์แล้ว อีกทั้งโจทก์ได้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาตามกรมธรรม์แล้ว สิทธิของโจทก์ย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 เห็นว่าแม้ตามฟ้องโจทก์จะเป็นดังที่จำเลยร่วมอ้าง แต่จำเลยที่ 1 ก็ให้การต่อสู้คดีว่า

โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อจากโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยร่วม โดยจำเลยที่ 1เป็นผู้เอาประกันภัย ส่วนโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ และเมื่อในระหว่างเวลาที่อยู่ในความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวถูกคนร้ายลักไป จำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย การที่โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้ง ๆ ที่โจทก์ในฐานะผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยมีสิทธิฟ้องจำเลยร่วมให้รับผิดต่อโจทก์ได้เต็มตามจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเช่นนี้ ซึ่งหากจำเลยทั้งสองต้องชำระราคาแทนให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นผู้เอาประกันภัยโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เช่าซื้อไว้กับจำเลยร่วมย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยฟ้องเรียกค่าทดแทนสำหรับความเสียหายของโทรศัพท์ดังกล่าวจากจำเลยร่วมผู้รับประกันภัยได้ดังนั้น

จำเลยที่ 1 จึงขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3)และเมื่อศาลชั้นต้นได้มีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามที่จำเลยที่ 1 ร้องขอดังกล่าวแล้ว ศาลล่างทั้งสองย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยร่วมต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยให้โจทก์ได้ มิฉะนั้นการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยและต้องเสียเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยร่วมแต่เมื่อมีกรณีที่จำเลยร่วมต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยไม่เรียกร้องให้จำเลยร่วมรับผิด ซึ่งอาจจะเป็นการสมรู้กันหรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม จำเลยที่ 1 ซึ่งถูกโจทก์ฟ้องก็เรียกให้จำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ไม่ได้เช่นนี้

จำเลยร่วมก็มีแต่ได้รับประโยชน์จากการได้เบี้ยประกันภัยโดยไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยส่วนจำเลยที่ 1 ก็มีแต่เสียประโยชน์อย่างเดียวเพราะต้องเสียเบี้ยประกันภัยโดยไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย กรณีดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสอง โดยมิได้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองก็เป็นผลดีแก่จำเลยร่วมอยู่แล้ว ฎีกาจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูชาติ ศรีแสง · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · วินัย วิมลเศรษฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3001/2568

การที่โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นเวลา 3 ปี โดยอาศัยสิทธิคำพิพากษาตามยอมและข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 แล้วโจทก์ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งเป็นผู…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1460/2567

คำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน หากตนเองต้องแพ้คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) นั้น ไม่ใช่คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) เพราะเป็นแต่คำร้องให้เรีย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2566

แม้คดีนี้ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จนกระทั่งมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสิทธิให้ผู้ร้องมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทแล้วโดยไม่มีการออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่ล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4313/2565

ตามคําร้องสอดผู้ร้องสอดกล่าวอ้างว่าจําเลยไม่เคยมีการประชุม และมีมติแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ โจทก์และกรรมการชุดใหม่ของจําเลยฉ้อฉลทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาจำนำหุ้นเป็นประกันหนี้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2737/2563

คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า โดยโจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2510 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยนำเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้