Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7666/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การแสดงเจตนาเข้าทำสัญญาประกันชีวิตของโจทก์เกิดจากการสำคัญผิดในจำนวนปีที่ต้องชำระเบี้ยประกันภัย และการสำคัญผิดเกิดจากจำเลยที่ 1 ตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับเงื่อนไขของกรมธรรม์ ซึ่งจำนวนปีที่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาประกันภัย สัญญาประกันชีวิตระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง เมื่อสัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆะ จึงไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา จำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจนำเงื่อนไขทั่วไปแห่งกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ว่าโจทก์จะต้องใช้สิทธิยกเลิกกรมธรรม์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์ มาใช้บังคับได้ กรณีต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 14,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ชักชวนให้ลูกค้าทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 โดยตัวแทนจะได้รับค่าตอบแทนเป็นค่านายหน้าหลังจากที่จำเลยที่ 2 ได้ออกกรมธรรม์แก่ลูกค้าแล้ว โจทก์รู้จักกับจำเลยที่ 1 และโจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 รวม 14 ฉบับ ฉบับแรกวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2547 ฉบับที่ 14 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2550 โดยเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2550 จำเลยที่ 1 เสนอขายประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 แก่โจทก์ โจทก์ตกลงทำสัญญาด้วย โจทก์ลงลายมือชื่อในคำขอเอาประกันชีวิตท้ายกรมธรรม์

พร้อมชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัย 180,000 บาท จำเลยที่ 1 นำส่งคำขอเอาประกันชีวิตและเงินค่าเบี้ยประกันภัยแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้ว อนุมัติกรมธรรม์ประกันชีวิตแก่โจทก์เลขที่ T131226355 ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน 2550 ประเภท สะสมทรัพย์ 20 ปี ตรีคูณ (มีเงินปันผล) จำนวนเงินเอาประกันภัยหรือผลประโยชน์ 1,450,000 บาท เบี้ยประกันภัย 180,003 บาท โดยกรมธรรม์ดังกล่าวระบุว่า ผู้เอาประกันภัยต้องชำระเบี้ยประกันภัย 20 ปี จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยส่วนที่เกิน 180,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ฉบับดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 ตามกรมธรรม์ประกันชีวิต โดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมเป็นโมฆะหรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ทราบจากจำเลยที่ 1 และตามคำขอเอาประกันชีวิตท้ายกรมธรรม์แล้วว่า สัญญาประกันชีวิตดังกล่าวเป็นแบบสะสมทรัพย์ ประเภท 20 ปี มีเงินปันผล ซึ่งโจทก์ต้องชำระเบี้ยประกันภัยทั้งสิ้น 20 ปี จำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งแก่โจทก์ว่า ชำระเบี้ยประกันภัยเพียง 7 ปี การทำสัญญาประกันชีวิตจึงตรงตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ และมีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ทักท้วงหรือส่งคืนกรมธรรม์ภายใน 15 วัน ตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันชีวิต จึงไม่อาจยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิตได้

จำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์นั้น โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ปกติเมื่อจำเลยที่ 1 มาเสนอขายประกัน โจทก์จะถามถึงระยะเวลาที่ต้องส่งเบี้ยประกันภัยทั้งสิ้น และเป็นเงินจำนวนเท่าใด หากโจทก์สนใจ จำเลยที่ 1 จะนำรายละเอียดเอกสารมาอธิบายเพิ่มเติม สำหรับสัญญาประกันชีวิต จำเลยที่ 1 มาเสนอขายประกันชีวิตแก่โจทก์แจ้งว่าเป็นการสะสมทรัพย์ 20 ปี โจทก์เข้าใจว่า หากทำสัญญาประกันชีวิตดังกล่าวจะได้เงินคืนภายหลังจากพ้น 20 ปี จำเลยที่ 1 นำเอกสารมาให้ดู พร้อมกับอธิบายว่าการส่งเงินนั้นส่งเพียง 7 ปี และขีดเส้นใต้ไว้ใต้เลข 7 ส่วนด้านล่างที่เขียนด้วยลายมือ จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนและอธิบายว่าส่งเบี้ยประกันภัยปีละ 176,407 บาท

รวม 7 ปี เป็นเงิน 1,234,849 บาท โดยโจทก์จะได้รับเงินคืน 4,260,000 บาท เมื่อหักต้นเงินแล้ว โจทก์จะได้รับผลประโยชน์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,025,151 บาท หลังจากอธิบายเสร็จ จำเลยที่ 1 ก็วงกลมซ้ำที่เลข 7 เพื่อเน้นว่าส่งเบี้ยประกันภัยเพียง 7 ปี เท่านั้น หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 ว่าประสงค์จะซื้อกรมธรรม์ตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ พร้อมกับชำระค่าเบี้ยประกันภัย 180,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 นำกรมธรรม์มาส่งมอบให้โจทก์ โจทก์ตรวจสอบแล้วปรากฏว่ากรมธรรม์มีรายละเอียดไม่ตรงกับเงื่อนไขที่จำเลยที่ 1 เสนอขายโจทก์โดยเฉพาะที่ระบุว่า จะต้องชำระเบี้ยประกันภัย 20 ปี โจทก์ทักท้วงจำเลยที่ 1 ว่าไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 พูดว่าให้รับไปก่อน แล้วจะแก้ไขให้ทีหลังโดยจะทำใบปะหน้าเพิ่มเติมเงื่อนไขในกรมธรรม์ว่าส่ง 7 ปี

คุ้มครอง 20 ปี จากนั้นโจทก์ทวงถามจำเลยที่ 1 ให้แก้ไขกรมธรรม์ให้ถูกต้องมาโดยตลอด เพราะจำเลยที่ 1 จะต้องมาเก็บค่าเบี้ยประกันภัยฉบับอื่น ๆ เป็นประจำทุกเดือน ทุกครั้งจำเลยที่ 1 จะแจ้งว่ากำลังให้เสมียนดำเนินการอยู่ และโจทก์เคยทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการแก้ไขกรมธรรม์กับจำเลยที่ 2 ระบุเงื่อนไขไว้ด้วยว่า หากแก้ไขไม่ได้ก็ขอให้ดำเนินการยกเลิกกรมธรรม์ฉบับดังกล่าวเสีย จนกระทั่งถึงกำหนดเวลาส่งเบี้ยประกันภัยปีที่ 2 ในวันที่ 29 มิถุนายน 2551 ซึ่งจำเลยที่ 2 ผ่อนผันให้ชำระได้จนถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 โจทก์เรียกจำเลยที่ 1 มาพบในวันที่ 26 กรกฎาคม 2551 และให้จำเลยที่ 1 เขียนหนังสือรับรองว่าจะดำเนินการแก้ไขให้ตรงตามความต้องการของโจทก์

หากแก้ไขให้ไม่ได้ จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดทุกประการ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ดำเนินการตามที่ตกลงกัน จนวันที่ 16 ธันวาคม 2551 โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากช่อง และร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย นครราชสีมา และขอความเป็นธรรมไปยังจำเลยที่ 2 วันที่ 24 มีนาคม 2552 จำเลยที่ 1 มาพบโจทก์แจ้งว่าจะยอมรับผิด โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไปที่สถานีตำรวจภูธรปากช่องพร้อมลงบันทึกรายงานประจำวันไว้ว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับจะชดใช้เงิน 149,000 บาท แก่โจทก์ โดยจะนำเงินมาชำระในวันที่ 31 มีนาคม 2552 แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำเงินมาชำระ ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่า

สัญญาประกันชีวิตตามกรมธรรม์ทำขึ้นตรงตามวัตถุประสงค์ของโจทก์แล้ว โดยจำเลยที่ 1 ยืนยันว่าได้เสนอขายกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 20 ปี มีเงินปันผลตรงตามเงื่อนไขกรมธรรม์ และโจทก์ได้รับกรมธรรม์แล้วไม่ได้ทักท้วงหรือยกเลิกกรมธรรม์ภายใน 15 วัน โจทก์จึงไม่อาจยกเลิกกรมธรรม์ได้ เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า โจทก์แสดงเจตนาทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 ตามกรมธรรม์ ก็เนื่องจากจำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่ากรมธรรม์ดังกล่าวกำหนดให้ชำระเบี้ยประกันภัยเพียง 7 ปี ซึ่งหากโจทก์ชำระเบี้ยประกันภัยปีละ 176,407 บาท รวมเป็นเงิน 1,234,849 บาท โจทก์จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนทั้งสัญญาเป็นเงิน 4,260,000 บาท โจทก์เชื่อในรายละเอียดตามเอกสารที่จำเลยที่ 1 นำเสนอ จึงตกลงทำสัญญาประกันชีวิตฉบับดังกล่าว แต่ความจริงแล้วกรมธรรม์ดังกล่าวกำหนดให้ต้องชำระเบี้ยประกันภัยทั้งสิ้น 20 ปี จึงไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ ในข้อนี้จำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่า เป็นผู้จัดทำเอกสารไปนำเสนอแก่โจทก์ และตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า

โจทก์เคยเรียกจำเลยที่ 1 ไปพบและสอบถามเรื่องกรมธรรม์ออกมาไม่ถูกต้องกับที่เสนอขาย จำเลยที่ 1 ยอมรับว่า กรมธรรม์ที่เสนอขายให้ไม่ถูกต้องจริง โจทก์จึงมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปยกเลิกกรมธรรม์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ แม้จำเลยที่ 1 จะเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามติงในข้อนี้ว่า ที่จริงแล้วจำเลยที่ 1 เสนอขายกรมธรรม์ถูกต้อง แต่ได้อธิบายเพิ่มเติมกรณีที่โจทก์สอบถามเรื่องการชำระค่าเบี้ยประกันภัยไม่ครบ 20 ปี จึงอธิบายว่าหากชำระไม่ครบโดยชำระเพียง 7 ปี จะได้รับเงินเท่าใดนั้น นอกจากจะไม่ปรากฏถึงเหตุผลที่จะต้องยกตัวอย่างจำนวนปีที่ผ่อนชำระดังกล่าวให้รับฟังได้แล้ว ยังปรากฏอีกว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยมาตกลงทำความเข้าใจเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันชีวิตหลายครั้งด้วยเหตุผลว่าไม่ตรงตามแบบที่เสนอ แต่ไม่สามารถตกลงกันได้

จำเลยที่ 1 จึงทำหนังสือยอมรับผิด ซึ่งตามเอกสารดังกล่าว ระบุถึงแบบกรมธรรม์ที่มาพูดคุยตกลงกันเป็นแบบ 20TE สอดคล้องกับแบบประกันชีวิตที่ระบุไว้ว่า 20TE PAR (B) จึงน่าเชื่อได้ว่า เป็นการตกลงกันในเรื่องแบบของกรมธรรม์ ที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามติงดังกล่าวจึงเป็นการขัดแย้งกับเอกสาร นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านอีกว่า จากกรณีดังกล่าวจำเลยที่ 1 เคยลงบันทึกรายงานประจำวันไว้โดยยอมรับผิดชำระเงิน 149,000 บาท แก่โจทก์ด้วย อันเป็นการสอดคล้องและเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ทำให้คำเบิกความของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ทั้งหากจำเลยที่ 1 นำเสนอเงื่อนไขการชำระเบี้ยประกันภัยถูกต้องดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความแล้ว

ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะต้องยอมรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ตามที่ลงบันทึกรายงานประจำวันไว้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำเอกสารนำไปเสนอแก่โจทก์และแจ้งแก่โจทก์ว่า การทำสัญญาประกันชีวิตดังกล่าวชำระเบี้ยประกันภัยเพียง 7 ปี ก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 นำเสนอ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเอกสารแล้ว จะเห็นว่า จำเลยที่ 1 นำเสนอแก่โจทก์ว่า หากโจทก์ชำระเบี้ยประกันภัยปีละ 176,407 บาท เป็นเวลา 7 ปี รวมเป็นเบี้ยประกันภัย 1,234,849 บาท โจทก์จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในสิ้นปีกรมธรรม์ปีที่ 20 เป็นเงิน 4,260,000 บาท เมื่อหักเบี้ยประกันภัยแล้ว

โจทก์จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนทั้งสัญญาเป็นเงินถึง 3,025,151 บาท ทั้งที่ความจริงแล้วโจทก์ต้องชำระเบี้ยประกันภัย 20 ปี เป็นเงิน 3,528,140 บาท โจทก์จึงจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามที่กำหนดไว้ท้ายตารางกรมธรรม์ ไม่ใช่ชำระเบี้ยประกันภัยรวมเป็นเงิน 1,234,849 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 นำเสนอ การแสดงเจตนาเข้าทำสัญญาประกันชีวิตของโจทก์จึงเกิดจากการสำคัญผิดในจำนวนปีที่ต้องชำระเบี้ยประกันภัย และการสำคัญผิดดังกล่าวเกิดจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับเงื่อนไขของกรมธรรม์ เมื่อสัญญาประกันชีวิตตามกรมธรรม์เป็นสัญญาประเภทสะสมทรัพย์ ซึ่งหมายถึงสัญญาประกันภัยประเภทที่เมื่อผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัยไปแล้วจะมีมูลค่าเงินเวนคืนกรมธรรม์ตามจำนวนที่ระบุไว้ในตารางมูลค่ากรมธรรม์ประกันภัย

เพราะฉะนั้นการจะคำนวณว่ากรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ฉบับใดจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนทั้งสัญญาเป็นเงินจำนวนเท่าใด จึงจำเป็นต้องมีฐานคำนวณจากเบี้ยประกันภัยคูณด้วยจำนวนปีที่ต้องชำระทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อคำนวณเบี้ยประกันภัยทั้งสัญญาว่าต้องชำระเท่าใด และมีความคุ้มครองหรือมีมูลค่าเวนคืนในแต่ละสิ้นปีกรมธรรม์เป็นเงินเท่าใด โดยเมื่อมีการส่งเบี้ยประกันภัยครบตามสัญญาแล้วจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนทั้งสิ้นเป็นเงินเท่าใด ดังนั้น จำนวนปีที่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยจึงถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาประกันภัย และแม้ในขณะนำเสนอรายละเอียดดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะเสนอเบี้ยประกันภัยเพียง 176,407 บาท แต่ขณะทำสัญญาประกันชีวิต โจทก์ชำระเบี้ยประกันภัย 180,000 บาท ซึ่งต่างจากที่จำเลยที่ 1 นำเสนอไว้ในตอนแรกก็ตาม

การยอมชำระเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นก็อาจเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ตอบแทนที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อโจทก์แสดงเจตนาทำสัญญาประกันชีวิตโดยสำคัญผิดในจำนวนปีที่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้ข้อมูลที่ทำให้โจทก์สำคัญผิดอันเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 สัญญาประกันชีวิตระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตามกรมธรรม์ จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เงื่อนไขทั่วไปแห่งกรมธรรม์ประกันชีวิต หมวด 5 สิทธิในการขอยกเลิกกรมธรรม์กำหนดว่า หากผู้เอาประกันภัยประสงค์จะยกเลิกกรมธรรม์ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผู้เอาประกันภัยสามารถส่งคืนกรมธรรม์มายังบริษัทภายใน 15 วัน

นับแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์จากบริษัท และบริษัทจะคืนเบี้ยประกันภัยที่เหลือจากการหักค่าตรวจสุขภาพตามที่จ่ายจริงและค่าใช้จ่ายของบริษัทฉบับละ 500 บาท เมื่อโจทก์ได้รับกรมธรรม์แล้ว โจทก์ไม่ได้ทักท้วงหรือใช้สิทธิขอยกเลิกกรมธรรม์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอยกเลิกกรมธรรม์ได้อีกเพราะพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ข้างต้นแล้วว่า กรมธรรม์ประกันชีวิตตกเป็นโมฆะ จึงไม่มีผลผูกพันคู่สัญญาและไม่อาจนำเงื่อนไขทั่วไปแห่งกรมธรรม์ประกันชีวิตดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างมาใช้บังคับได้ กรณีต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประสิทธิ์ สนามชวด · เกษม เกษมปัญญา · พีรศักดิ์ ไวกาสี
ศาลล่าง
ศาลแขวงพระนครใต้ - นายวิโรจน์ เกียรติสินทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ - นายขจรเดช คงแสงชู
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พณ.396/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ม121/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ม228/2554
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกพาณิชย์และเศรษฐกิจ
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้