Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7667/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จ่าสิบตำรวจ ม. และจำเลยที่ 1 ต่างเป็นบุตรเขยของผู้ตาย การที่จ่าสิบตำรวจ ม. มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยสืบสวนหาตัวคนร้ายจึงเป็นเรื่องปรกติและสมควร พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ที่ถูกสงสัยหรือถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการฆ่าผู้ตายเป็นเรื่องร้ายแรง หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดก็ต้องยืนยันปฏิเสธไว้จะยอมรับสารภาพไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับจ่าสิบตำรวจ ม. หรือบุคคลใดก็ตาม ทั้งการยอมรับสารภาพโดยคิดว่าจ่าสิบตำรวจ ม. จะช่วยเหลือพาหลบหนีได้ ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิด ดังนั้น การที่จ่าสิบตำรวจ ม. สืบทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดและแจ้งต่อพนักงานสอบสวนจึงเป็นการช่วยเหลือพนักงานสอบสวนสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อจับกุมดำเนินคดีกับคนร้าย จึงถือไม่ได้ว่าพนักงานสอบสวนใช้อุบายหลอกลวงให้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2498/2546 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์เรียกจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และเรียกจำเลยสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 4 แต่ระหว่างพิจารราคดีจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 288, 84, 83 จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานางกันดา ท่าดี บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 84 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (ที่ถูกต้อง จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน) ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ 4 ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2544 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา นางทองคำ พลอยเพ็ชร ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายภายในโรงงานผลิตอุปกรณ์สนามเด็กเล่นและเครื่องมือการเกษตรของผู้ตาย กระสุนปืนถูกผู้ตายที่ศีรษะด้านหลังทะลุออกปากผู้ตายถึงแก่ความตายทันทีในที่เกิดเหตุ ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2544 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และวันที่ 22 สิงหาคม 2544 จับกุมจำเลยที่ 4 ได้ ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ในผลตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ฎีกา ข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงยุติฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ประการแรกว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า พนักงานสอบสวนร่วมกับบุคคลภายนอกคือจ่าสิบตำรวจมงคล วรศรี ใช้อุบายหลอกลวงให้จำเลยที่ 1 ยินยอมให้ทำบันทึกการสอบสวนไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงโดยทำกลอุบายว่า จ่าสิบตำรวจมงคงมีส่วนเกี่ยวข้องและถูกจับกุมเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ในระหว่างถูกควบคุมรอการสอบสวน

จำเลยที่ 1 ถูกจ่าสิบตำรวจมงคลและพนักงานสอบสวนพูดจาหว่านล้อม หลอกลวงให้เชื่อว่า จ่าสิบตำรวจมงคลเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนในการฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงยอมให้การรับสารภาพต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเป็นผู้จ้างฆ่าผู้ตายเอง โดยจ่าสิบตำรวจมงคลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและมีการทำคำให้การบิดเบือนความเป็นจริงพาดพิงให้ร้ายมายังจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เกี่ยวข้องเป็นผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ของกลาง การสอบสวนจึงไม่ชอบ เห็นว่า จ่าสิบตำรวจมงคลเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและเป็นบุตรเขยของผู้ตาย การที่จ่าสิบตำรวจมงคลมีส่วนเกี่ยวข้องช่วยสืบสวนหาตัวคนร้ายจึงเป็นเรื่องปรกติและสมควร และตามข้อเท็จจริงขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อายุ 38 ปี เป็นบุตรเขยผู้ตายเช่นกัน

พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ที่ถูกสงสัยหรือถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการฆ่าผู้ตายเป็นเรื่องร้ายแรง หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดก็ต้องยืนยันปฏิเสธไว้จะยอมรับสารภาพไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับจ่าสิบตำรวจมงคลหรือบุคคลใดก็ตาม ทั้งการยอมรับสารภาพโดยคิดว่าจ่าสิบตำรวจมงคลจะช่วยเหลือพาหลบหนีได้ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิด ดังนั้นการที่จ่าสิบตำรวจมงคลสืบทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดและแจ้งต่อพนักงานสอบสวนจึงเป็นการช่วยเหลือพนักงานสอบสวนสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อจับกุมดำเนินคดีกับคนร้าย ฟังไม่ได้ว่าพนักงานสอบสวนใช้อุบายหลอกลวงให้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ การสอบสวนคดีจึงชอบด้วยกฎหมาย

คำให้การของจำเลยที่ 1 และพยานคนอื่น ๆ ที่พาดพิงถึงจำเลยที่ 4 จึงเป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ แต่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 4 ได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะต้องพิจารณาพยานหลักฐานอื่น ๆ ทั้งหมดของโจทก์และโจทก์ร่วม รวมทั้งพยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 ด้วยว่ามีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เป็นคนร้ายกระทำความผิดโดยร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้จ้างจำเลยที่ 3 ให้ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายจินดา คนชาญ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ก่อนเกิดเหตุพยาน นางคำมัยและจำเลยที่ 4 เคยเดินทางไปหาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พูดขอเบอร์โทรศัพท์พยานโดยบอกว่าหากมีธุระก็จะขอติดต่อด้วย พยานได้ให้เบอร์โทรศัพท์ไป ต่อมาอีก 10 วัน จำเลยที่ 1 ขับรถไปหาพยานที่บ้านบอกให้ช่วยหามือปืนให้จะเอาไปยิงแม่ยาย พยานปฏิเสธจำเลยที่ 1 บอกว่าแม่ยายขู่ว่าจะฆ่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เคยติดต่อเรื่องมือปืนฆ่าแม่ยายไว้กับจำเลยที่ 4 แล้ว

จ่าสิบตำรวจสมพงษ์ พูลศรี พยานโจทก์และโจทก์ร่วมผู้จับกุมเบิกความว่า พยานกับพวกเป็นผู้จับกุมจำเลยที่ 3 ชั้นจับกุมจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่า วันเกิดหตุได้นำรถจักรยานยนต์มาจากจำเลยที่ 4 แล้วขับมากับนายชาติซึ่งเป็นมือปืนไปยิงผู้ตาย จ่าสิบตำรวจเสริม รัตธิพันธ์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่ง เบิกความว่า พยานกับพวกเป็นคนไปยึดรถจักรยานยนต์ของกลางมาจากบ้านของนางคำมัย ได้พบนางคำมัย นางคำมัยให้การว่า รถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุเป็นของจำเลยที่ 4 และพันตำรวจโทศุภากรณ์ จันทาบุตร พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 20 วัน จำเลยที่ 1 เดินทางไปหาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นญาติห่าง

ๆ ที่อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ปรึกษากันที่ผู้ตายขู่จะฆ่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงขอให้จำเลยที่ 2 ช่วยหามือปืนให้ จำเลยที่ 2 ตกลง หลังจากนั้น 2 วัน จำเลยที่ 2 แจ้งจำเลยที่ 1 ว่าคนที่จัดมือปืนให้คือจำเลยที่ 4 ตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยที่ 4 ขอค่าใช้จ่ายก่อน 50,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงให้เงินไป หลังจากนั้น 3 วัน จำเลยที่ 4 และนายจินดามาพบจำเลยที่ 1 ที่บ้านโดยแจ้งว่านายจินดามีซุ้มมือปืนแล้ว จำเลยที่ 4 กับนายจินดาขอเงินมัดจำอีก 5,000 บาท จำเลยที่ 1 ก็ให้ไป ก่อนเกิดเหตุ 5 วัน จำเลยที่ 4 มาหาจำเลยที่ 1 ที่บ้านแจ้งว่าจะเริ่มทำงาน หลังเกิดเหตุ 2 วัน จำเลยที่ 1 ให้นายอศิน พานทอง น้องชายจำเลยที่ 1 นำเงินที่เหลือไปให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ที่บ้านที่จังหวัดลพบุรี ตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 พันตำรวจโทสมบัติ

พรมศรี พนักงานสอบสวนร่วมเบิกความว่า พยานได้สอบปากคำนางคำมัยไว้ ซึ่งนางคำมัยให้การว่า รถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยที่ 4 เป็นผู้เช่าซื้อมา วันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 และนายชาตินำรถคันดังกล่าวไป และนำกลับมาคืนวันเดียวกัน และนางคำมัยยังให้การไว้ด้วยว่า จำเลยที่ 4 มอบให้นางคำมัยนำอาวุธปืนไปมอบให้นายสมบูรณ์น้องชายจำเลยที่ 4 นายสมบูรณ์เบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ได้รับอาวุธปืนไว้จากนางคำมัยจริง ต่อมาพยานนำไปฝากไว้กับนายถวิล ปิติคาม อีกต่อหนึ่ง เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันเป็นเรื่องราว พยานผู้จับกุม พยานตรวจยึดรถจักรยานยนต์ของกลาง และพนักงานสอบสวน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานตามหน้าที่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 4 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 4 ให้ต้องรับโทษทางอาญา

ถือว่าเบิกความและจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องตามความเป็นจริงจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาส่งศาล ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การไว้ได้ความว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดคดีนี้ด้วยโดยร่วมเป็นผู้จัดหามือปืนให้ไปฆ่าผู้ตาย และจำเลยที่ 3 ให้การไว้ได้ความว่านายชาติรับงานฆ่าผู้ตายมาจากจำเลยที่ 4 บันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวสอดคล้องตรงกับข้อเท็จจริงที่พิจารณา และฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดจริง นอกจากนี้ตามข้อเท็จจริงในคดี เจ้าพนักงานตำรวจสามารถติดตามยึดได้อาวุธปืนของกลางมาจากนายถวิลซึ่งนายสมบูรณ์นำไปฝากไว้อีกต่อหนึ่งตรงกับที่นางคำมัยให้การไว้เช่นกัน

เห็นว่า พนักงานสอบสวนสามารถขยายผลสอบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดและรวบรวมพยานหลักฐานได้ตามขั้นตอนและข้อเท็จจริงในคดีมีผู้เกี่ยวข้องมาก ยากแก่การปรุงแต่งปั้นเรื่องขึ้นมา ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 4 หลบหนีไปนานถึง 7 เดือนเศษ เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยที่ 4 ได้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักบ่งชี้ว่า จเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดคดีนี้โดยเป็นผู้ร่วมจัดหามือปืนมายิงผู้ตายจริง ที่จำเลยที่ 4 นำสืบต่อสู้ว่าไม่เคยรู้จักกับจำเลยอื่นและจำเลยที่ 4 ไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางและไม่เคยให้จำเลยที่ 3 ยืมรถนั้น ปรากฏในฎีกาของจำเลยที่ 4 เองได้บรรยายไว้ความว่าจำเลยที่ 3 อาศัยความที่เป็นคนรู้จักมักคุ้นมาหยิบยืมรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 4 ไปใช้ในการกระทำความผิด

เพียงแต่จำเลยที่ 4 อ้างว่าไม่ทราบว่าจำเลยที่ 3 นำรถจักรยานยนต์ไปใช้ในการกระทำความผิดอาญา จึงขัดแย้งกันเอง จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าจำเลยที่ 4 ไม่เคยรับเงินค่าจ้างมือปืนจากจำเลยที่ 1 หรือน้องชายจำเลยที่ 1 เห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ ซึ่งขัดต่อคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และเป็นการง่ายที่จะปฏิเสธเช่นนั้น จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟัง จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าทั้งนายสมบูรณ์และนายถวิล ซึ่งเบิกความว่า ทราบว่าอาวุธปืนเป็นของจำเลยที่ 4 แต่พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเพียงพยานบอกเล่ารับรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาวุธปืนมาจากนางคำมัย แต่โจทก์กลับไม่นำนางคำมัยมาเบิกความ และตามบันทึกคำให้การของนางคำมัยที่ให้การในชั้นสอบสวน

นางคำมัยรู้รายละเอียดเรื่องเกี่ยวกับอาวุธปืน รถจักรยานยนต์ เงินค่าจ้างมือปืนและบุคคลที่เกี่ยวข้องมากเกินไปจนไม่น่าเชื่อเจ้าพนักงานตำรวจอาจจะทำเอกสารดังกล่าวขึ้นเอง เห็นว่า ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังพยานบอกเล่า เพียงแต่พยานบอกเล่าเป็นพยานมีน้ำหนักน้อย อย่างไรก็ตามใช้รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ เมื่อพิจารณาแล้วนางคำมัยให้การไว้ได้ความว่าจำเลยที่ 4 เป็นคนนำอาวุธปืนของกลางมอบให้นางคำมัยและให้มอบแก่น้องชายของจำเลยที่ 4 ไป ส่วนรายละเอียดข้อเท็จจริงอื่น ๆ นางคำมัยก็เป็นผู้เกี่ยวข้องอยู่ในเหตุการณ์ด้วยจึงอยู่ในวิสัยที่นางคำมัยสามารถให้การไว้เช่นนั้นได้ เมื่อจำเลยที่ 4 ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าบันทึกคำให้การของนางคำมัยทำไว้ไม่ถูกต้อง จึงรับฟังว่าอาวุธปืนของกลางเป็นของจำเลยที่ 4 มอบให้นางคำมัยนำไปฝากไว้กับนายสมบูรณ์และนายสมบูรณ์นำไปฝากไว้กับนายถวิลจริง ข้ออ้างของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

จำเลยที่ 4 ฎีกาอีกว่า จ่าสิบตำรวจมงคลเป็นหนี้ผู้ตายหลายล้านบาทและยังเลิกร้างกับภริยาซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายจึงอาจตั้งประเด็นปัญหาในตัวจ่าสิบตำรวจมงคลได้หลายประการ เช่น ทำไมจ่าสิบตำรวจมงคลจึงต้องเดินทางมาจังหวัดสระบุรีด้วยเรื่องของผู้ตาย ความสัมพันธ์ระหว่างจ่าสิบตำรวจมงคลกับมือปืน ฯลฯ เห็นว่า เป็นการกล่าวเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นซึ่งไม่ใช่พยานหลักฐานที่พิสูจน์ว่า จำเลยที่ 4 ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 ไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 ได้ร่วมกระทำความผิดโดยเป็นคนว่าจ้างจำเลยที่ 3 กับพวกให้ร่วมกันฆ่าผู้ตายจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พีรพล พิชยวัฒน์ · ธาดา กษิตินนท์ · ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้