Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 772/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

หลังจากจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยได้เข้ามอบตัวต่อพันตำรวจโท บ. พันตำรวจโท บ. สอบปากคำจำเลยจำเลยขออนุญาตกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน เพราะเสื้อผ้าเปื้อนเลือด พันตำรวจโท บ. ขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่บ้าน เมื่อไปถึงบ้านของจำเลย จำเลยเดินเข้าไปในบ้าน พันตำรวจโท บ. นั่งคอยจำเลยอยู่ที่ห้องรับแขก กับมีเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 คน คอยอยู่นอกบ้านแม้ไม่ปรากฏว่าพันตำรวจโท บ. ทำบันทึกการมอบตัวหรือแจ้งข้อหาแก่จำเลย แต่ก็ถือได้ว่าพันตำรวจโท บ. ได้คุมขังจำเลยไว้เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนต่อไปตามอำนาจหน้าที่แล้ว การที่จำเลยไม่กลับมาพบพันตำรวจโท บ. แล้วหลบหนีออกทางประตูหลังบ้านไป ถือได้ว่าจำเลยได้หลบหนีไปจากความควบคุมของพันตำรวจโท บ. เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 แล้ว แม้ก่อนเกิดเหตุจำเลยเคยไปเก็บเงินค่าสินค้าที่ต่างอำเภอและถูกคนร้ายชิงทรัพย์ก็ตาม การที่จำเลยพาอาวุธปืนไปเก็บเงินที่อำเภอดังกล่าวในวันเกิดเหตุก็ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ เพราะไม่แน่ว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น จำเลยจึงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่สมควรลงโทษจำเลยสถานเบา

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพาอาวุธปืนพกติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว กับใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายสุภาพ งามวงศ์ ผู้เสียหาย โดยเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหาย และยิงพระมหาสีทันดรหรือพระมหาสีทัน บุญญาโสผู้ตายหลายนัดโดยเจตนาและโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กระสุนปืนถูกผู้ตายที่ต้นคอด้านขวาและซ้ายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุพันตำรวจโทบุญสม เพชรรุ่ง พนักงานสอบสวนควบคุมตัวจำเลยไว้ จำเลยได้หลบหนีไปจากการควบคุมของพันตำรวจโทบุญสม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 190, 288, 289, 371, 376, 33, 80, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลางจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 376 ลงโทษบทหนักตามมาตรา 288 จำคุก 18 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 190 วรรคแรก จำคุก 4 เดือน ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง กับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จำคุก 20 วันรวมจำคุก 18 ปี 4 เดือน 20 วัน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี 9 เดือน 15 วัน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายโดยเจตนา แล้ววินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่า หลังเกิดเหตุจำเลยไปพบพันตำรวจโทบุญสม เพชรรุ่งสารวัตรใหญ่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเลิงนกทา พันตำรวจโทบุญสมมิได้ทำบันทึกการมอบตัวหรือแจ้งข้อหาแก่จำเลย ถือว่าจำเลยยังไม่ถูกคุมขัง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังของพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญานั้นข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า หลังเกิดเหตุจำเลยได้เข้ามอบตัวต่อพันตำรวจโทบุญสม เมื่อพันตำรวจโทบุญสมสอบปากคำจำเลยได้ประมาณ4-5 นาที จำเลยขออนุญาตกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านจำเลย เนื่องจากเสื้อผ้าเปื้อนเลือด พันตำรวจโทบุญสมได้พาจำเลยขึ้นรถยนต์ของเจ้าพนักงานตำรวจไปส่งจำเลยที่บ้านจำเลยโดยมีเจ้าพนักงานตำรวจขับรถยนต์ไปคนหนึ่ง ส่วนอีกคนหนึ่งขับรถจักรยานยนต์ตามไป เมื่อไปถึงบ้านจำเลย จำเลยเดินเข้าไปในบ้าน พันตำรวจโทบุญสมเข้าไปนั่งคอยที่ห้องรับแขก ส่วนเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 คน คอยอยู่นอกบ้านภายหลังทราบว่าจำเลยหลบหนีไป

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะไม่ปรากฏว่าพันตำรวจโทบุญสมได้ทำบันทึกการมอบตัวหรือแจ้งข้อหาแก่จำเลยก็ตามแต่ก็ถือได้ว่าพันตำรวจโทบุญสมได้คุมขังจำเลยไว้เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนต่อไปตามอำนาจหน้าที่แล้ว การที่จำเลยไม่กลับมาหาพันตำรวจโทบุญสมอีก แล้วหลบหนีออกทางประตูหลังบ้านไป ถือได้ว่าจำเลยได้หลบหนีไปจากความควบคุมของพันตำรวจโทบุญสม การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดแล้วส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปโดยฝ่าฝืนกฎหมายนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า อาวุธปืนของจำเลยเป็นอาวุธปืนที่จำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้ได้ตามกฎหมาย จำเลยเคยได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานให้มีอาวุธปืนติดตัว แต่ใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนของจำเลยหมดอายุตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2524 ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่มีใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว

พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคแรก บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว เว้นแต่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์" ดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ดังที่จำเลยนำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยไปเก็บเงินค่าขายสินค้าที่อำเภอกุดชุม ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ30 กิโลเมตร และจำเลยเคยถูกคนร้ายชิงทรัพย์ก็ตาม การที่จำเลยพาอาวุธปืนไปดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ เพราะไม่แน่ว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น แต่เป็นกรณีที่สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาศาลฎีกาพิเคราะห์ถึงมูลเหตุที่ทำให้เกิดคดีนี้ และพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยและของนางสุลีพร

จงเจริญเวทย์ ภริยาจำเลยว่า เดิมจำเลยและนางสุลีพรมีความเคารพนับถือผู้ตายซึ่งเป็นพระภิกษุ และได้ช่วยเหลือผู้ตายสร้างวัดใหม่ขึ้นวัดหนึ่งคือวัดปาวังน้ำทิพย์จำเลยกับนางสุลีพรบริจาคเงินในการก่อสร้างประมาณ 100,000 บาทต่อมาจำเลยกับนางสุลีพรเห็นว่าผู้ตายเป็นพระภิกษุที่ไม่รักษาสัจจะและแสดงความเป็นคนเจ้าชู้กับนางสุลีพร และหญิงอื่นอีกหลายรายจนถึงกับมีปากเสียงกับจำเลยและนางสุลีพร วันเกิดเหตุเมื่อจำเลยด่าว่าผู้ตาย แทนที่ผู้ตายจะให้อภัยไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วยตามวิสัยของพระภิกษุ แต่ผู้ตายกลับลงจากรถเดินไปหาจำเลยจึงเกิดเหตุเป็นคดีนี้ นับว่าผู้ตายมีส่วนที่ทำให้เกิดเหตุคดีนี้ด้วย จำเลยควรได้รับโทษสถานเบา ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยมานั้นหนักเกินไปศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคแรก,72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกข้อหาหนึ่งให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก15 วัน ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้จำคุก 15 ปีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 วรรคแรก จำคุก 3 เดือนรวมจำคุก 15 ปี 3 เดือน 15 วัน ทางนำสืบของจำเลยและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 2 เดือน10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม · สังเวียน รัตนมุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้