Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2536 (เลขอ้างอิง 7751)

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายโดยเป็นเสมียนตรวจปล่อยสินค้าประจำโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นผู้ตรวจสอบสินค้าในรถยนต์บรรทุกและเขียนใบกำกับสินค้าตามที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรสั่งปล่อย ย่อมเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์หรือสินค้าตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 153

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันกับคดีอีก 2 สำนวน ซึ่งถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้ฎีกา โดยศาลชั้นต้นเรียกนายอดุลย์ เวชรักษ์ เป็นจำเลยที่ 1 นายดลใจ เกิดอยู่ เป็นจำเลยที่ 2 และนายวัชรินทร์ อารีย์กุล เป็นจำเลยที่ 5โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นพนักงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย โดยจำเลยที่ 1มีตำแหน่งเป็นพนักงานธุรการชั้น 1 แผนกโรงพักสินค้าที่ 12 จำเลยที่ 2มีตำแหน่งเป็นเสมียน แผนกโรงพักสินค้าที่ 12 จำเลยทั้งสองกับพวกมีอำนาจและหน้าที่ร่วมกันรักษาทรัพย์ จ่ายทรัพย์ จัดการตรวจปล่อยสินค้าที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเก็บรักษาอยู่ในโรงพักสินค้าที่ 12ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย

เมื่อนำเข้าหรือตัวแทนของผู้นำเข้าได้เสียภาษีสำหรับสินค้านั้นโดยถูกต้องตามกฎหมายและผ่านการตรวจของพนักงานศุลกากรแล้วมาขอนำสินค้าดังกล่าวออกไปจากโรงพักสินค้า โดยในการจ่ายสินค้าและตรวจปล่อยสินค้า จำเลยทั้งสองต้องใช้อำนาจและหน้าที่ให้เป็นไปตามวิธีการ ระเบียบ แบบแผนคำสั่งและกฎหมายของการท่าเรือแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 5 มีอาชีพรับจ้างออกสินค้าให้แก่ผู้นำเข้าและส่งออกสินค้า (ชิปปิ้ง)จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ร่วมกันกระทำผิดกฎหมายกล่าวคือ จำเลยที่ 1ที่ 2 กับพวกได้ร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตได้ร่วมกันตรวจปล่อยและจ่ายสินค้าประเภทส่วนประกอบเครื่องรับโทรทัศน์ที่ยังไม่ได้เสียภาษีอากรและค่าเช่า และยังไม่ได้ผ่านการตรวจของพนักงานศุลกากร ซึ่งเก็บรักษาอยู่ในโรงพักสินค้าที่ 12 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยให้แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้นำสินค้าเข้าเกินกว่าที่ควรจ่ายจำนวน 1,863 หีบ

ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองและผู้อื่นโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐและเป็นการปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยจำเลยที่ 5ซึ่งเป็นราษฎรได้สนับสนุนช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการที่จำเลยอื่น ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายกระทำความผิดดังกล่าวโดยจำเลยที่ 5 ได้จัดทำเอกสาร ดำเนินการให้มีการตรวจปล่อยและจ่ายสินค้าเกินกว่าที่ควรจ่าย และนำรถยนต์มาขนสินค้าที่จำเลยที่ 1ที่ 2 กับพวก ตรวจปล่อยและจ่ายสินค้าเกินกว่าที่ควรจ่ายไป 1,863 หีบโดยทุจริต จำเลยที่ 5 ได้ทำปลอมขึ้นแต่บางส่วนซึ่งใบสั่งปล่อยสินค้าของกรมศุลกากรจำนวน 6 ฉบับ ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการของกรมศุลกากร โดยจำเลยที่ 5 ได้ปลอมลายมือชื่อนายสุรพล

เทพสุบรรณหรือเทศสุบรรณ สารวัตรศุลกากร 5 และนางสาววัฒนา อาชาประดิษฐ์กุลนายตรวจศุลกากร 3 ลงในใบสั่งปล่อยสินค้าของกรมศุลกากร ฉบับดังกล่าวในช่องลงชื่อเจ้าพนักงาน ทั้งนี้เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายสุรพลและนางสาววัฒนา กรมศุลกากร การท่าเรือแห่งประเทศไทย และผู้อื่นหรือประชาชน ต่อมาจำเลยที่ 5 ได้ใช้เอกสารที่จำเลยได้ปลอมขึ้นทั้งหกฉบับ อ้างแสดงต่อนายฉลวย โตสวัสดิ์ พนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าแผนกโรงพักสินค้าที่ 12 และนายจำลอง ยุทธวงษ์เจ้าพนักงานศุลกากร ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายสุรพล นางสาววัฒนา การท่าเรือแห่งประเทศไทย

กรมศุลกากรและผู้อื่น หรือประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151, 153, 157, 264, 265, 266, 268, 83, 86 พระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มาตรา 16 และให้ริบของกลางศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 5มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 ประกอบด้วยมาตรา 86 จำคุก 2 ปี ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5ฎีกาโดยพิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ตามที่โจทก์ จำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 5 นำสืบรับกันว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นเสมียนตรวจปล่อยสินค้าประจำโรงพักสินค้าที่ 12 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยจำเลยที่ 5 มีอาชีพรับจ้างออกสินค้าจากกรมศุลกากรซึ่งเก็บรักษาไว้ที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2524จำเลยที่ 5 รับจ้างบริษัท ซี.เค.อิมปอร์ต จำกัด และบริษัท ดี.ยู.อีเล็คโทรนิคส์จำกัด นำสินค้าออกจากโรงพักสินค้า 12 ตามใบสั่งปล่อยสินค้าเอกสารหมาย จ.13 ถึง จ.20 โดยมีจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นเสมียนตรวจปล่อยสินค้า

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จ่ายทรัพย์ จ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นและจำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำดังกล่าวหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันที่ 30 ธันวาคม2524 จำเลยที่ 5 ได้ขนสินค้าออกจากโรงพักสินค้าที่ 12 มากกว่าที่ระบุไว้ในใบสั่งปล่อยสินค้าจำนวน 1,863 หีบ และในคูหาที่ 8โรงพักสินค้าที่ 12 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ตรวจสอบจำนวนสินค้าเขียนใบกำกับสินค้าและปล่อยสินค้า ซึ่งหากจำเลยที่ 1 และที่ 2ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตแล้วจำนวนสินค้าตามใบกำกับสินค้าจะต้องมีจำนวนตรงกับใบรับสินค้าและใบสั่งปล่อยสินค้า

เมื่อจำนวนสินค้าในใบกำกับสินค้ามีมากกว่าจำนวนในใบรับสินค้าและใบสั่งปล่อยสินค้าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์จ่ายทรัพย์นั้นเกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 สำหรับจำเลยที่ 5 เป็นราษฎรผู้มีอาชีพรับจ้างออกสินค้าให้บริษัท ซี.เค.อิมปอร์ต จำกัด และบริษัท ดี.ยู.อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด เป็นผู้ทำใบขนสินค้า เสียภาษีศุลกากรและค่าธรรมเนียมให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่ปรากฏว่ามีสินค้าจำนวนหนึ่งหลีกเลี่ยงไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรและค่าธรรมเนียมการท่าเรือ จำเลยที่ 5 ผู้นำสินค้าออกเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรและค่าธรรมเนียมดังกล่าวตามพฤติการณ์เชื่อว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ด้วย

ดังจะเห็นได้จากที่จำเลยที่ 5 ได้ชำระค่าธรรมเนียมจำนวน 40,476.05 บาท ตามเอกสารหมาย จ.23ให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย หลังจากมีการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแล้วแสดงว่าจำเลยที่ 5 ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จริง แต่จำเลยที่ 5เป็นราษฎรมิใช่เจ้าพนักงานเช่นจำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้กระทำผิดเท่านั้น ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 ทั้งนี้เพราะผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์คือ เจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำโรงพักสินค้าที่ 12 นั้น เห็นว่า การปล่อยสินค้าออกจากโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยมีหลายขั้นตอนนอกจากเจ้าหน้าที่สั่งปล่อยสินค้าแล้ว พนักงานการท่าเรือผู้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เช่น พนักงานผู้จัดเรียงสินค้า พนักงานผู้เขียนใบรับสินค้าและเมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นผู้ตรวจสอบสินค้าในรถยนต์บรรทุกและเขียนใบกำกับสินค้าย่อมเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ หรือสินค้าด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมปอง เสนเนียม · อัมพร เดชศิริ · วิทูรย์ สุทธิประภา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11741/2557

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 153 เป็นความผิดสำเร็จเมื่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ ได้จ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่จำต้องคำนึงว่าการจ่ายทรัพย์นั้นต้องทำให้หนี้ระ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7776/2540

จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งปลัดสุขาภิบาล ค. ได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากสุขาภิบาล ค. ให้เป็นผู้ตรวจงานจ้างในการจ้างเหมาขุดลอกและล้างทางระบายน้ำในเขตสุขาภิบาล ค. และจำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าพนักงานได้รับคำสั่งแต่งตั้…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2536 (เลขอ้างอิง 25026)

จำเลยเป็นพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายโดยเป็นเสมียนตรวจปล่อยสินค้าประจำโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นผู้ตรวจสอบสินค้าในรถยนต์บรรทุกและเขียนใบกำกับสินค้าตามที่เจ้าห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 253/2503

จำเลยได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติงานในโรงงานสุราสังกัดกรมโรงงานอุตสาหกรรมตามระเบียบข้อบังคับของโรงงานสุราแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจะเป็นผู้บรรจุแต่งตั้งก็ตาม ไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือก ไม่ต้องร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้