คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ถึง 17 เมษายน 2538 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่าบ้านในหุบ หมู่ที่ 4 ตำบลเขาค่าย อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธารอันเป็นการทำลายป่าต้นน้ำลำธาร เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ แล้วเข้ายึดถือครอบครองซึ่งป่าที่แผ้วถางดังกล่าวเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และได้ร่วมกันทำไม้โดยตัดฟันออกจากต้นเป็นไม้ยาง 1 ต้น ปริมาตร 1.03 ลูกบาศก์เมตร ไม้ไข่เขียว 5 ต้น ปริมาตร 7.76 ลูกบาศก์เมตร ไม้ตะเคียนทราย 3 ต้น ปริมาตร 4.47 ลูกบาศก์เมตร และไม้ยูง 1 ต้น
ปริมาตร 1.56 ลูกบาศก์เมตร รวม 10 ต้น รวมปริมาตรทั้งหมด 14.82 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ตามพระราชกฤษฎีกาในป่าบ้านในหุบโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้ร่วมกันมีไม้ดังกล่าวอันยังไม่ได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายและพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายไว้ในครอบครอง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 7, 11, 54, 69 วรรคสอง, 72 ตรี, 73 วรรคสอง, 74, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง และสั่งให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากป่าเกิดเหตุ
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ริบของกลางโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 54, 69 วรรคสอง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง,73 วรรคสอง ลงโทษจำคุกฐานทำไม้หวงห้ามคนละ 6 ปี ฐานบุกรุกแผ้วถางป่าคนละ3 เดือน ฐานมีไม้ที่ยังมิได้แปรรูปคนละ 6 ปี จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุกคนละ 12 ปี 3 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 8 ปี 2 เดือน ริบของกลางให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากป่าเกิดเหตุจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า
เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2538 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา นายสมศักดิ์ อินทะเสม และนายขนก ขนอม เจ้าพนักงานป่าไม้ประจำหน่วยป้องกันรักษาป่ากับเจ้าหน้าที่อื่นรวม 10 คน ได้ร่วมกันทำการจับจำเลยทั้งสองได้ในบริเวณป่าบ้านในหุบ ในข้อหาร่วมกันแผ้วถางป่าและยึดถือครอบครองป่าบ้านในหุบ ร่วมกันทำไม้โดยตัดโค่นไม้หวงห้าม ปริมาตรเกินกว่า 4 ลูกบาศก์เมตร และร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามดังกล่าวอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งได้ของกลางคือเลื่อยชัก1 ปื้น ขวาน 1 เล่ม และไม้หวงห้าม 10 ต้น ปริมาตรรวมกัน 14.82 ลูกบาศก์เมตรมีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า
คดีรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยร่วมกับนายโกและนายนูนกระทำผิดฐานบุกรุกแผ้วถางป่าและครอบครองป่าที่แผ้วถาง ทำไม้หวงห้าม และมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่โจทก์ฟ้องจริง แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานก่นสร้างแผ้วถางป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 73 วรรคสอง และมาตรา 54, 72 ตรี วรรคหนึ่ง โดยเรียงกระทงลงโทษนั้น เห็นว่า ความผิดฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานก่นสร้างแผ้วถางป่าเป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 73 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่า
การกระทำของจำเลยทั้งสองเฉพาะความผิดฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานก่นสร้างแผ้วถางป่าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 73 วรรคสอง และมาตรา 54, 72 ตรี วรรคหนึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 11, 73 วรรคสองซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานมีไม้ที่ยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองแล้ว ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 ปี ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3