Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 778/2498

พ.ศ. 2498 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

มาตรา 1329 ใช้สำหรับผู้โอนได้ทรัพย์มาโดยโมฆียกรรมแล้วโอนต่อไปหญิงมีสามีโอนทรัพย์โดยสามีไม่อนุญาต ไม่ใช่กรณีตาม มาตรา 1329โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภรรยากันมาประมาณ25 ปีเศษแล้ว มีที่ดินเป็นสินสมรสโฉนดเลขที่ 3781 ตำบลคลองกุ่มอำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร จำเลยที่ 1, 2, 3 ได้สมคบกันฉ้อโกงโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือมอบฉันทะให้จำเลยที่ 2 นำที่ดินแปลงนี้ไปขายให้จำเลยที่ 3 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย ขอให้เพิกถอนทำลายนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสาม และให้ถอนชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากโฉนดรายนี้จำเลยที่ 1 ให้การว่า ได้ทำใบมอบฉันทะไว้แก่นายไผ่พี่ชายฉบับหนึ่ง แต่มิได้มอบให้จำเลยที่ 2 ขายที่ดินรายนี้แก่จำเลยที่ 3จำเลยที่ 2, 3 ให้การว่า ที่ดินรายนี้เป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิขายได้ ทั้งจำเลยที่ 1 ได้มอบฉันทะให้จำเลยที่ 2 ขายที่ดินแปลงนี้โดยสุจริตโจทก์ได้ทราบถึงการขาย และให้ความยินยอม ไม่คัดค้านอย่างใด เมื่อโจทก์ไม่ได้บอกล้างนิติกรรมการซื้อขายนั้น จะขอให้ศาลสั่งเพิกถอนไม่ได้ศาลชั้นต้นพิจารณาได้ความว่า โจทก์กับนางลีจำเลยที่ 1 ได้เป็นสามีภรรยากันมา 25 ปีแล้ว ที่ดินแปลงพิพาทเดิมเป็นของบิดามารดานางลีจำเลยที่ 1 ต่อมาบิดามารดาได้ยกที่ดินโฉนดนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ครั้นวันที่ 21 มกราคม 2488 จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินแปลงนี้ให้แก่นายกูระบักซิงห์และนายอัตตาซิงห์ ราคา 13,409 บาท 50 สตางค์ แต่เนื่องด้วยผู้ซื้อเป็นคนต่างด้าว จะทำการโอนทะเบียนต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ได้ จึงให้นายสินธ์ทนายความทำหนังสือสัญญาซื้อขายกันเองกับหนังสือมอบฉันทะที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้ขายที่ดินแปลงนี้ฉบับหนึ่ง ซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความโดยสมบูรณ์ ให้ไว้แก่ผู้ซื้อรวมทั้งโฉนดที่ดินด้วยเพื่อสะดวกแก่การที่จะโอนขายผู้อื่นต่อไป ผู้ซื้อไว้ก็ให้นายไผ่สามีนางผ่องจำเลยที่ 3 และเป็นพี่ชายจำเลยที่ 1 เช่าทำนาต่อมาได้ 4-5 ปี ผู้ซื้อได้ตกลงขายที่ดินแปลงนี้ให้แก่นายไผ่สามีจำเลยที่ 3 ไปราคา 20,000 บาท โดยการมอบโฉนดที่ดินหนังสือซื้อขายและหนังสือมอบฉันทะตามสภาพเดิมให้แก่นายไผ่ไปทั้งหมดต่อมาราว 15 วัน นายไผ่วายชนม์ นายสันติจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรเขยนายไผ่กับจำเลยที่ 3 ก็พากันไปเจรจากับแขกผู้ซื้อไว้เดิมแล้วไปพบกับนายสินธ์ทนายความพร้อมกับนำหลักฐานที่ได้ไว้ไปให้นายสินธ์ช่วยกรอกข้อความในหนังสือมอบฉันทะของจำเลยที่ 1 เพื่อให้เป็นลายมือเดียวกัน เพราะหนังสือมอบฉันทะนั้น นายสินธ์เป็นผู้ทำไว้เมื่อครั้งจำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้แก่นายกูระบักซิงห์ และนายอัตตาซิงห์ นายสินธ์จึงได้กรอกข้อความเพิ่มเติมลงไปในช่องที่เว้นว่างไว้แต่เดิม จนอ่านได้ความว่า จำเลยที่ 1 มอบให้นายสันติจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจจัดการขายที่ดินแปลงนี้ให้แก่นางผ่องจำเลยที่ 3 แทนจำเลยที่ 1 จนเสร็จการ เมื่อได้ทำหนังสือมอบฉันทะเช่นนี้แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ได้ไปทำการโอนที่ดินโฉนดนี้ให้แก่จำเลยที่ 3 ต่อเจ้าหน้าที่ ณ หอทะเบียนที่ดินเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2494 เสร็จสิ้นไปสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นั้น ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2494

เนื้อความคำพิพากษา

โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งตามสำนวนคดีดำที่ 982/2494 ขอหย่าและแบ่งทรัพย์สิน ศาลได้พิพากษาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2494 ให้คู่ความหย่าขาดจากสามีภรรยากันและให้แบ่งที่ดินโฉนดที่ 3781 แปลงพิพาทนี้ อันเป็นสินสมรสให้โจทก์ได้ 2 ส่วน จำเลยที่ 1 ได้ 1 ส่วน คดีถึงที่สุดข้อที่โต้เถียงกันว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลชั้นต้นฟังว่าเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินแปลงนี้ ต่างฝ่ายต่างนำสืบโต้แย้งกันฝ่ายโจทก์ว่าไม่รู้ แต่ฝ่ายจำเลยว่าโจทก์รู้เห็นด้วย ศาลชั้นต้นเชื่อว่าโจทก์น่าจะไม่ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินแปลงนี้ไปและวินิจฉัยต่อไปว่า

เมื่อปรากฏว่าที่ดินแปลงนี้ได้โอนทะเบียนถูกต้องตามแบบแห่งนิติกรรมมาเป็นของจำเลยที่ 3 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้การโอนของจำเลยที่ 1 จะเป็นโมฆียะ เพราะโจทก์มิได้อนุญาตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38 ก็ดี แต่ตามมาตรา 1329 บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลผู้ได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยมีค่าตอบแทนและสุจริตนั้นท่านว่ามิเสียไป ถึงแม้ว่าผู้โอนทรัพย์สินจะได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ และนิติกรรมนั้นได้ถูกบอกล้างภายหลัง" ฉะนั้น ฐานะของจำเลยที่ 3 ย่อมไม่ถูกกระทบกระเทือน โจทก์จะขอให้เพิกถอนทำลายนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 3 หาได้ไม่พิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ถ้าเรื่องเป็นไปตามข้อเท็จจริงดังที่ศาลชั้นต้นฟังมาจำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้รับผลคุ้มครองตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1329 เช่นที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นอ้างเพราะการโอนโดยถูกต้องก็คือจำเลยที่ 3รับโอนโดยตรงมาจากจำเลยที่ 1 ทีเดียว

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของมาแต่เดิม มิใช่ผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยบกพร่องเป็นโมฆียะอย่างไร จำเลยที่ 3 ผู้รับโอนจึงมิใช่ผู้รับโอนจากผู้ได้ทรัพย์มาโดยนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ แต่จำเลยที่ 3 ทำการซื้อจากผู้บกพร่องในความสามารถ เพราะเป็นหญิงมีสามี ถ้าสามีไม่ได้อนุญาตให้ทำนิติกรรมผูกพันสินบริคณห์เช่นนั้น นิติกรรมการซื้อขายก็ย่อมเป็นโมฆียะชอบที่โจทก์ผู้เป็นสามีผู้โอนจะบอกล้างให้เพิกถอนการโอนนั้นได้ ข้อที่โจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขายหรือไม่ ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าโจทก์น่าจะไม่ทราบในการโอน ทั้งข้อเท็จจริงก็ไม่พอฟังว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต พิพากษากลับให้ทำลายการขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 นั้นเสีย

ถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินตามฟ้องจำเลยที่ 2, 3 ฎีกาต่อมาศาลฎีกาปรึกษาคดีนี้แล้ว ข้อเท็จจริงคงฟังได้ดังที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นกล่าวว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขายให้นายกูระบักซิงห์และนายอัตตาซิงห์โดยทำหนังสือกันเองจนในที่สุดจำเลยที่ 3 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ไปโดยมีการแก้ทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่ากรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 1329 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังที่ศาลชั้นต้นอ้าง โดยเหตุผลซึ่งศาลอุทธรณ์กล่าวไว้โดยถูกต้องแล้วในชั้นนี้คดีคงมีปัญหาโต้เถียงกันในข้อเท็จจริงแต่เพียงว่า โจทก์ได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขายหรือไม่ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของเรื่องที่เป็นมา

น่าเชื่อคำพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยที่ 3 ยิ่งกว่าคำพยานโจทก์กล่าวคือ โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีที่ดินแปลงนี้แปลงเดียว โจทก์เองก็รับว่าเคยทำนาแปลงนี้ไฉนโจทก์จะไม่รู้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายให้แขกไป เพราะแขกผู้ซื้อมอบที่นาให้นายไผ่เช่าทำอยู่หลายปี ระหว่างนั้นโจทก์มิได้ทำนาแปลงนี้เลย ครั้นจำเลยที่ 3 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์มาทางทะเบียนและบัดนี้ที่ดินมีราคาสูงกว่าแต่ก่อน โจทก์จึงดำเนินเป็นคดีนี้ขึ้นศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินแปลงนี้แล้ว ฟ้องของโจทก์ย่อมตกไปจึง

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยให้ยกฟ้องโจทก์ค่าธรรมเนียม 3 ศาล และค่าทนายความเป็นเงิน 500 บาท ให้โจทก์ใช้แทนจำเลยที่ 2, 3 ด้วย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดุลยการณ์โกวิท · นนทปัญญา · นนทประชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้