คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุเกษียณอายุ โดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้ โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 29,520 บาท และมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 177,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า ตามระเบียบของจำเลย ฉบับที่ 83 ว่าด้วยการออกจากงานกรณีสูงอายุของพนักงานธนาคารออมสิน และฉบับที่ 121ว่าด้วยการแต่งตั้ง และการถอนจากตำแหน่งพนักงานธนาคารออมสินกำหนดให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โจทก์ทราบแล้วถือว่าจำเลยจ้างโจทก์โดยมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย
เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 วรรคท้าย และเมื่อเลิกจ้าง จำเลยได้จ่ายเงินบำนาญตามระเบียบของจำเลย ฉบับที่ 67 ว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพของพนักงานธนาคารออมสินซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับค่าชดเชยให้โจทก์รับไปแล้ว จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์อีก โจทก์ไม่เคยทวงถามและจำเลยไม่เคยผิดนัดจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยวันนัดพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ทำงานติดต่อกันมาเกิน 3 ปี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามฟ้อง จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2533 แล้วคู่ความแถลงไม่สืบพยานศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่กำหนดให้พนักงานของจำเลยซึ่งมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์พ้นจากตำแหน่งนั้นเป็นการกำหนดคุณสมบัติของพนักงาน
มิใช่กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน ทั้งการจ้างของจำเลยมิใช่การจ้างเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจร เป็นไปตามฤดูกาล หรือเป็นงานตามโครงการซึ่งจำเลยและโจทก์ได้ตกลงทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือโดยมีวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการจ้างไว้ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้ส่วนเงินบำนาญตามระเบียบของจำเลยไม่ใช่ค่าชดเชยพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์จำนวน 177,120 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยยี่สิบห้าปี ให้ตั้งเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาทำงานหารด้วยห้าสิบ หากมีเวลาทำงานไม่ถึงยี่สิบห้าปี ให้ตั้งเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาทำงาน หารด้วยห้าสิบห้า ดังนี้เป็นต้นซึ่งเห็นได้ว่ามีหลักเกณฑ์และการคิดคำนวณแตกต่างไปจากค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นค่าชดเชย..."
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.