Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 781/2499

พ.ศ. 2499 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ได้ความว่ารถยนต์พิพาทคดีนี้ศาลได้พิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าเป็นของโจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ฉะนั้นโจทก์จึงยกขึ้นยันบุคคลภายนอกรวมทั้งผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145(2)เว้นแต่ผู้ร้องจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าหากผู้ร้องจะอ้างว่าตนได้ครอบครองรถยนต์อยู่จึงควรได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1303 ผู้ร้องก็จะต้องพิสูจน์ว่าตนได้การครอบครองนั้นมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตจึงจะมีสิทธิในรถยนต์พิพาทดีกว่าโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ได้ซื้อรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก.ท.19028 - ก.ท.19029 และก.ท.19014 ไว้จากผู้ซื้อฝาก 3 รายที่ได้รับซื้อฝากรถยนต์ 3 คันนี้จากจำเลยและได้โอนทะเบียนกันที่กองทะเบียนกรมตำรวจแล้วโจทก์แจ้งให้จำเลยคืนรถยนต์ 3 คันนี้ให้โจทก์ จำเลยเพิกเฉยจึงฟ้องขอให้ศาลบังคับ และได้ขอให้ศาลยึดรถยนต์รายนี้ไว้ก่อนมีคำพิพากษาด้วย คดีนั้นจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ทั้ง 3 คัน ให้โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้วผู้ร้องยื่นคำร้องว่ารถยนต์ 3 คันนี้จำเลยโอนหักใช้หนี้ที่ค้างผู้ร้องโดยเปิดเผยและสุจริตและผู้ร้องได้ครอบครองมาโดยเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของ ขอให้ศาลถอนการยึดโจทก์ให้การว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของโจทก์อยู่ในความครอบครองของจำเลย มิใช่ของผู้อื่นศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนเรียกเอาสังหาริมทรัพย์เดียวกันโดยอาศัยหลักกรรมสิทธิ์ต่างกันต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1303 ฉะนั้นผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ได้การครอบครองมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนย่อมมีสิทธิในรถยนต์พิพาทดีกว่าโจทก์ จึงมีคำสั่งให้ถอนการยึดรถยนต์พิพาททั้ง 3 คันคืนให้ผู้ร้องไปโจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีไม่เข้าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1303 โจทก์ผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทมีสิทธิติดตามและขัดขวางมิให้ผู้ร้องเข้ามาเกี่ยวข้องในรถยนต์พิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาได้ประชุมปรึกษาคดีนี้แล้วข้อเท็จจริงได้ความดังกล่าวแล้วข้างต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่ารถยนต์รายพิพาทในคดีนี้ ศาลได้พิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าเป็นของโจทก์ โจทก์จึงเป็นเข้าของกรรมสิทธิ์ฉะนั้นโจทก์จึงยกขึ้นยันบุคคลภายนอกรวมทั้งผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145(2) เว้นแต่ผู้ร้องจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า หากผู้ร้องจะอ้างว่าตนได้ครอบครองรถยนต์อยู่ จึงควรได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1303 ผู้ร้องก็จะต้องพิสูจน์ว่าตนได้การครอบครองนั้นมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ร้องมีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลย ที่ผู้ร้องว่าจำเลยกลับเป็นลูกหนี้ตนนั้นก็มีแต่คำร้อง ที่ผู้ร้องว่าจำเลยเอารถยนต์ตีใช้หนี้ให้ตนนั้นผู้ร้องก็ว่าทำกันด้วยปากเปล่า

รถยนต์เป็นสิ่งที่มีทะเบียนแสดงให้รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ ที่จำเลยโอนให้ผู้ร้องก็ไม่มีการโอนทะเบียนกันทั้งไม่ได้ดูทะเบียนเลย ถ้าผู้ร้องได้ดูทะเบียนก็ต้องรู้ว่าขณะนั้นรถยนต์นั้นไม่ใช่ของจำเลยแล้วโดยเหตุผลเหล่านี้ศาลฎีกาจึงไม่เชื่อว่าผู้ร้องได้การครอบครองรถยนต์รายพิพาทไว้ด้วยความสุจริต จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องมีสิทธิในรถยนต์รายพิพาทดีกว่าโจทก์ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องเสีย ศาลฎีกาจึงเห็นชอบด้วย

ผลคำพิพากษา

จึงพิพากษายืนให้ยกฎีกาของผู้ร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประศาสน์วินิจฉัย · มนูภันย์วิมลสาร · พิบูลย์ไอศวรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้