คำฟ้องและคำให้การ
ศาลชั้นต้น พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกที่โจทก์เช่ามา โดยฟังว่าจำเลยอาศัยโจทก์และสั่งบังคับคดีภายใน ๑๕ วัน ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องว่า เจ้าของห้องเช่าได้ตกลงทำหนังสือให้จำเลยเช่าห้องรายนี้แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิในห้องรายนี้ต่อไป โจทก์ได้ยื่นคำร้องว่าจำเลยอุบายต่าง ๆ เพื่อขัดขืนคำสั่งศาล และขอให้ศาลสั่งขับจำเลย ถึงวันนัดโจทก์จำเลยมาศาล โจทก์ขอให้ศาลบังคับกันไปทีเดียว จำเลยขอเวลา ๑๕ วัน โจทก์ไม่ยอม โจทก์ผ่อนเวลาให้ ๗ วัน จำเลยยอมตามที่โจทก์ให้เวลานี้ ศาลจึงสั่งให้เป็นไปตามที่คู่ความตกลงกัน ครั้นต่อมาอีก ๕ วัน
จำเลยยื่นคำร้องอีกว่าเจ้าของห้องเช่าเลิกสัญญาเช่ากับโจทก์แล้ว และได้ทำสัญญาเช่าให้จำเลยเช่าแล้ว ฯลฯ จึงขอให้ศาลไต่สวนและสั่งเพิกถอนคำบังคับจำเลยออกจากตึกพิพาทนี้เสีย ศาลชั้นต้นสั่งให้ยกคำร้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ศาลจะพิพากษาและหมายบังคับคดีไปแล้ว หากมีพฤติการณ์ภายหลังเปลี่ยนแปลงไป อันทำให้การบังคับคดีไร้ผล คู่ความที่ถูกศาลบังคับนั้นอาจขอให้ศาลไต่สวนเพื่องดการบังคับเสียได้ แต่สำหรับคดีนี้จำเลยได้ยื่นคำร้องของดการบังคับคดีครั้งหนึ่งแล้ว ครั้นศาลเรียกมาสอบถามจำเลยกลับตกลงยอมออกจากห้องพิพาทภายใน ๗ วัน แต่แล้วอีก ๕ วันจำเลยกลับยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีโดยอ้างเหตุผลอย่างเดิมนั้นอีก ตามพฤติการณ์ดังกล่าว
ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีนี้จำเลยได้สละสิทธิในการที่จะให้งดการบังคับคดีเสียแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องไต่สวนให้อีกต่อไป
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน