Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 784/2524

พ.ศ. 2524 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

รายการจ่ายในการซื้อบัตรงานกุศลต่างๆ เช่น งานกาชาดงานบอลล์ ซื้อของขวัญปีใหม่และงานสมรส มีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หาและเป็นการส่วนตัวของผู้มีอำนาจจ่ายเงินนั้นๆเพื่อประโยชน์ในการทำงานหรือในทางสังคมของตนเองเป็นส่วนตัว ยิ่งกว่าเพื่อประโยชน์ของบริษัทโจทก์ มิใช่รายจ่ายเพื่อหารายได้ในการดำเนินธุรกิจการค้าของโจทก์โดยตรง ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3)รายการจ่ายเงินกองทุนหรือเงินบำเหน็จพนักงาน เมื่อปรากฏว่าโจทก์เพียงแต่ตั้งเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายไว้ในบัญชีของโจทก์เพื่อจ่ายให้พนักงานไปโดยเด็ดขาดคือ เมื่อพนักงานออกจากงานหรือถึงแก่กรรม ยังไม่ได้มีการจ่ายให้แก่พนักงานไปโดยเด็ดขาดในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ.2511 โจทก์เพิ่งจ่ายเงินนั้นให้แก่พนักงานไปในปี 2514โจทก์จึงไม่มีสิทธินำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ.2511รายการจ่ายค่าแสตมป์สุราซึ่งโจทก์จะต้องซื้อจากกรมสรรพสามิตมาเพื่อใช้ปิดขวดสุราให้ครบถ้วนตามจำนวนสุราที่จะต้องผลิตตามสัญญาหรืออีกนัยหนึ่งก็คือโจทก์ต้องเสียภาษีสุราให้แก่กรมสรรพสามิตให้ครบถ้วนตามโควต้าสุราที่กำหนดให้โจทก์ผลิตตามสัญญานั้น แม้ว่าโจทก์จะผลิตสุราได้ไม่ครบตามโควต้าสุราที่โจทก์จะต้องผลิตตามสัญญารายจ่ายค่าแสตมป์สุราก็เป็นภาษีสุราตามโควต้าสุราในแต่ละปีที่โจทก์ต้องเสียให้กรมสรรพสามิตอย่างแน่นอนและได้เสียไปจริงในแต่ละปี การที่โจทก์ใช้แสตมป์สุราที่ซื้อมาในแต่ละปีไม่หมด ซึ่งอาจจะเป็นเพราะโจทก์ผลิตสุราในปีนั้นได้ต่ำกว่าโควต้า แล้วได้รับการผ่อนผันให้นำแสตมป์สุราที่เหลือนั้น ไปใช้ปิดขวดสุราในปีต่อไปได้ก็เป็นคนละเรื่องกันกับค่าแสตมป์สุราหรือภาษีสุราที่โจทก์ได้เสียไปแล้วในปีที่ซื้อแสตมป์สุรานั้นมา ฉะนั้นเมื่อแสตมป์สุรารายพิพาทนี้โจทก์จ่ายเงินซื้อมาในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ.2511 จึงเป็นรายจ่ายที่โจทก์มีสิทธินำมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปีพ.ศ.2511 ได้ไม่ต้องห้ามตาม มาตรา 65 ตรี (9)เจ้าพนักงานประเมินให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มเติม โดยว่ารายจ่ายซึ่งเป็นค่าก่อสร้างและซื้อทรัพย์สิน จำนวน3,743,169.72 บาท เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนทั้งหมดต้องห้ามมิให้นำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ(ตามมาตรา 65 ตรี (5)) โจทก์อุทธรณ์คัดค้าน (ว่าหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้) คณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยว่ารายจ่ายดังกล่าวมีลักษณะเป็นการลงทุนเพียง12,774.30 บาท นอกนั้นมิใช่เป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนยอมให้โจทก์หักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ตามที่โจทก์อุทธรณ์ แต่ย้อนไปวินิจฉัยปรับปรุงคำนวณค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินของโจทก์ที่จะนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของปี พ.ศ.2511 ให้โจทก์ใหม่จากที่เจ้าพนักงานประเมินคิดไว้เดิมเป็นเงินรวม 4,213,852.11 บาทมาเป็นหักให้เพียง 66,846.22 บาท คือตัดออกเสีย4,147,005.89 บาท และคิดคำนวณภาษีใหม่เป็นว่าโจทก์จะต้องชำระภาษีและเงินเพิ่มเพิ่มจากที่เจ้าพนักงานประเมินให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มนั้นอีกเป็นเงิน 3,111.08 บาทเงินเพิ่ม 622.21 บาท รวมเป็นเงิน 3,733.29 บาท ดังนี้ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนที่ปรับปรุงคำนวณค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินของโจทก์เสียใหม่เป็นการพิจารณาและวินิจฉัยไปโดยไม่เปิดโอกาสให้โจทก์ได้ชี้แจงแสดงหลักฐาน และมิได้เป็นประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่อย่างใดคำวินิจฉัยที่ให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มขึ้นจากที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินไปยังโจทก์จึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายกองภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ออกหมายเรียกโจทก์มาทำการไต่สวนตรวจสอบภาษีอากร เพราะมีกรณีสงสัยว่าโจทก์เสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง ซึ่งผลการตรวจสอบก็ปรากฏว่าโจทก์ได้เสียภาษีไว้ยังไม่ถูกต้องครบถ้วนจริง โจทก์จึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 22. ที่โจทก์อ้างว่า ได้ทำบัญชีรับจ่ายโดยสุจริต มิได้ปิดบังรายรับรายจ่าย ที่เกิดกรณีพิพาทขึ้นเนื่องจากการตีความตัวบทประมวลรัษฎากรผิดพลาด ยังไม่เป็นเหตุผลอันสมควรเพียงพอที่จะผ่อนผันให้ยกเลิกหรือยกเว้นเงินเพิ่มให้แก่โจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 22 ป.รัษฎากร มาตรา 31 ป.รัษฎากร มาตรา 65

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษายกเลิกเพิกถอนแบบคำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1047/2/00681 จำนวนเงินค่าภาษี 798,130.84 บาท เงินเพิ่ม159,626.17 บาท รวมเป็นเงิน 957,757.01 บาท กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามแบบ ก.ส.7 เลขที่ 84/2520 ซึ่งให้โจทก์เสียภาษีและเงินเพิ่มเป็นจำนวนเงิน961,490.30 บาทจำเลยทั้งห้าให้การว่า รายการตามที่โจทก์ฟ้องทั้งหมดประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (2)(3)(5)(9) ห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและการคำนวณค่าเสื่อมราคาของเจ้าพนักงานก็ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของมาตรา 65 ทวิ (2) และอัตราที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาแล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เฉพาะที่ไม่ให้โจทก์นำรายจ่ายค่าแสตมป์สุราส่วนที่เกินกว่าจำนวนที่ใช้ปิดขวดสำหรับระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2511จำนวนเงิน 1,173,979.44 บาท มาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่พิจารณาปรับปรุงค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินของโจทก์ใหม่ให้ลดน้อยลงกว่าที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณหักให้ไว้เดิม แล้วให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งประเมินให้โจทก์เสียเป็นเงินภาษี 3,111.08 บาทเงินเพิ่ม 622.21 บาท รวมเป็นเงิน 3,733.29 บาท ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งคำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1047/2/00681 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2519 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 84/2520 ลงวันที่ 24 กันยายน 2519 (ที่ถูกลงวันที่ 14 เมษายน 2520)ให้ทำการประเมินใหม่โดยไม่นำเงินจำนวน 1,173,979.44 บาท มาคำนวณเป็นกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปีพ.ศ. 2511โจทก์และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์และจำเลยทั้งห้าฎีกาข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดได้เช่าโรงงานสุราบางยี่ขันจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อผลิตและจำหน่ายสุราตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 ในการไต่สวนตรวจสอบบัญชีของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี

พ.ศ. 2511 คือตั้งแต่วันที่ 1มกราคม 2511 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2511 เจ้าพนักงานประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์นำรายการจ่ายที่ต้องห้ามตามกฎหมายมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลรวม 5 รายการ เป็นเหตุให้โจทก์เสียภาษีน้อยกว่าที่ควรจะต้องเสียจึงได้ปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงกำไรสุทธิของโจทก์เสียใหม่ซึ่งผลจากการปรับปรุงนี้ ปรากฏว่าโจทก์จะต้องชำระภาษีเพิ่มขึ้นจากที่ชำระไว้แล้วคือต้องชำระภาษีอีก 798,130.84 บาท และเงินเพิ่มอีก 159,626.17บาท รวมเป็นเงิน 957,757.01 บาท แล้วจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ได้ออกแบบคำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1047/2/00681 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2519 (เอกสารหมาย

จ.2 หรือ ล.3) แจ้งให้โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระ โจทก์ไม่ชำระโดยได้อุทธรณ์คัดค้านต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยตามแบบ ภ.ส.7 เลขที่ 84/2520 ลงวันที่ 14 เมษายน 2520(เอกสารหมาย จ.4 หรือ ล.6) เห็นชอบด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน 4 รายการคือ รายจ่ายที่เห็นว่ามีลักษณะเป็นการส่วนตัวจำนวน476,625.40 บาท รายจ่ายค่าการกุศลและค่าการกุศลสาธารณะ จำนวน729,347 บาท รายจ่ายเงินกองทุนหรือเงินบำเหน็จพนักงานจำนวน2,138,450.80 บาท และรายจ่ายซึ่งเห็นว่าควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น (ค่าแสตมป์สุรา) จำนวน 1,173,979.44 บาท ส่วนรายจ่ายซึ่งเป็นค่าก่อสร้างและซื้อทรัพย์สิน

จำนวน 3,743,169.72 บาท ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินว่าเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนทั้งหมด ต้องห้ามมิให้นำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า มีลักษณะเป็นการลงทุนเพียง 12,774.30 บาท ซึ่งหักเป็นรายจ่ายได้เฉพาะค่าสึกหรอ ส่วนที่เหลือคือจำนวน 3,730,395.52 บาทมิใช่เป็นรายจ่ายในการลงทุน ยอมให้โจทก์หักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยต่อไปว่าในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์สำหรับปี พ.ศ. 2511 นั้น เจ้าพนักงานประเมินหักรายจ่ายค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินให้โจทก์เป็นเงิน 4,213,852.11บาท ไม่ถูกต้องคงหักได้เพียง 66,846.22 บาท ต้องตัดรายจ่ายประเภทนี้ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินทำไว้เดิมออกเสีย 4,147,005.89 บาท แล้วพิจารณาปรับปรุงกำไรสุทธิและเงินภาษีของโจทก์ใหม่

ปรากฏว่าโจทก์ต้องเสียภาษีเพิ่มเติมจากที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บตามเอกสารหมาย จ.2 หรือ ล.3อีก คือ เงินภาษีเพิ่มอีก 3,111.08 บาท เงินเพิ่มเพิ่มอีก 622.21 บาทรวมเป็นเงินที่จะต้องเรียกเก็บจากโจทก์ทั้งสิ้น 961,490.30 บาท โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ มีปัญหาว่าคำสั่งของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ที่ให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้และเงินเพิ่มตามที่กล่าวข้างต้นนั้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า(1) รายการจ่ายจำนวน 476,625.40 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาคัดค้านว่ารายจ่ายจำนวนนี้เป็นรายจ่ายที่โจทก์จ่ายไปในนามของโจทก์ในการซื้อบัตรงานกุศลต่าง ๆ เช่น งานกาชาด งานบอลล์ ซื้อของขวัญปีใหม่และงานสมรสเป็นรายจ่ายที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจการค้าและสังคมเพื่อให้มีความผูกพันและอัธยาศัยไมตรีระหว่างบริษัทโจทก์กับลูกค้าโจทก์ได้รับผลตอบแทนด้วยการโฆษณาสินค้าของโจทก์ โดยผู้จัดงานได้พิมพ์โฆษณาสินค้าของโจทก์ลงในบัตรงานสูจิบัตรหรือติดป้ายโฆษณามิใช่เป็นรายจ่ายในนามของกรรมการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์แล้วนำมาลงบัญชีของบริษัทโจทก์ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการใช้จ่ายต่าง ๆตามที่โจทก์ฎีกามานี้ มีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หาและเป็นการส่วนตัวของผู้มีอำนาจจ่ายเงินนั้น

ๆ เพื่อประโยชน์ในการทำงานหรือในทางสังคมของตนเองเป็นส่วนตัว ยิ่งกว่าเพื่อประโยชน์ของบริษัทโจทก์ มิใช่รายจ่ายเพื่อหารายได้ในการดำเนินธุรกิจการค้าของโจทก์โดยตรง ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3)(2) รายการจ่ายเงินกองทุนหรือเงินบำเหน็จพนักงานจำนวน2,138,450.80 บาท

โจทก์ฎีกาคัดค้านว่า เงินจำนวนนี้มิใช่เงินกองทุนหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (2)หากแต่เป็นเงินหรือรายจ่ายที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่พนักงานเป็นการแน่นอนในเมื่อพนักงานออกจากงานหรือถึงแก่กรรมตามข้อผูกพันที่โจทก์มีอยู่ตามสัญญาเช่าระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรมกับโจทก์โดยโจทก์ต้องตัดเงินจำนวนนี้ออกมาตั้งเป็นค่าใช้จ่ายที่ค้างจ่ายไว้ซึ่งทางบัญชีถือว่าเป็นการตัดจ่ายเด็ดขาด โจทก์มีสิทธินำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าปัญหาว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินกองทุนหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (2) หรือไม่ ในชั้นนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยเมื่อปรากฏว่าเงินจำนวนนี้

โจทก์เพียงแต่ตั้งเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายไว้ในบัญชีของโจทก์เพื่อจ่ายให้พนักงานไปโดยเด็ดขาดคือเมื่อพนักงานออกจากงานหรือถึงแก่กรรม ยังไม่ได้มีการจ่ายให้แก่พนักงานไปโดยเด็ดขาดในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2511 หากแต่ได้ความตามคำฟ้องของโจทก์เองว่าโจทก์เพิ่งจ่ายเงินจำนวนนี้ให้แก่พนักงานไปในปีพ.ศ. 2514 โจทก์จึงไม่มีสิทธินำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2511(3) รายการจ่ายค่าแสตมป์สุราจำนวน 1,173,979.44 บาทซึ่งศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธินำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2511 ได้

จำเลยทั้งห้าฎีกาคัดค้าน ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าแม้ข้อเท็จจริงจะเป็นดังที่จำเลยฎีกา กล่าวคือ โจทก์สามารถเอาแสตมป์สุรารายพิพาทนี้ไปใช้ในปีต่อไปได้ก็จริง แต่ได้ความตามสัญญาเช่าโรงงานสุราบางยี่ขันระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรมกับโจทก์เอกสารหมาย จ.5 ว่าโจทก์จะต้องทำการผลิตสุราต่าง ๆ ให้ได้ตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาจึงเป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์จะต้องซื้อแสตมป์สุราจากกรมสรรพสามิตมาเพื่อใช้ปิดขวดสุราให้ครบถ้วนตามจำนวนสุราที่จะต้องผลิตนั้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือโจทก์ต้องเสียภาษีสุราให้แก่กรมสรรพสามิตให้ครบถ้วนตามโควต้าสุราที่กำหนดให้โจทก์ผลิตตามสัญญานั่นเอง แม้ว่าโจทก์จะผลิตสุราได้ไม่ครบตามโควต้า โจทก์ก็ต้องซื้อแสตมป์สุราหรือเสียภาษีสุราให้แก่กรมสรรพาสามิตให้ครบถ้วนตามโควต้าสุราที่โจทก์จะต้องผลิตตามสัญญา

รายจ่ายค่าแสตมป์สุราจึงเป็นภาษีสุราตามโควต้าสุราในแต่ละปีที่โจทก์ต้องเสียให้แก่กรมสรรพาสามิตอย่างแน่นอนและได้เสียไปจริงในแต่ละปี การที่โจทก์ใช้แสตมป์สุราที่ซื้อมาในแต่ละปีไม่หมดซึ่งอาจจะเป็นเพราะโจทก์ผลิตสุราในปีนั้นได้ต่ำกว่าโควต้า แล้วได้รับการผ่อนผันให้นำแสตมป์สุราที่เหลือนั้น ไปใช้ปิดขวดสุราในปีต่อไปได้ จึงเป็นคนละเรื่องกันกับค่าแสตมป์สุราหรือภาษีสุราที่โจทก์ได้เสียไปแล้วในปีที่ซื้อแสตมป์สุรานั้นมา ฉะนั้น เมื่อแสตมป์สุรารายพิพาทนี้โจทก์จ่ายเงินซื้อมาในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2511 จึงเป็นรายจ่ายที่โจทก์มีสิทธินำมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2511ได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9)(4)

ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องรายจ่ายค่าก่อสร้างและซื้อทรัพย์สินจำนวน3,743,169.72 บาท ซึ่งจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีลักษณะเป็นการลงทุนเพียง 12,774.30 บาท ยอมให้หักเป็นรายจ่ายได้เฉพาะค่าสึกหรอ นอกนั้นมิใช่เป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนยอมให้โจทก์หักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ตามที่โจทก์อุทธรณ์แล้วจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ย้อนไปพิจารณาปรับปรุงคำนวณค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินของโจทก์ที่จะนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของปี พ.ศ. 2511 ให้โจทก์ใหม่จากที่เจ้าพนักงานประเมินคิดทำให้ไว้เดิมเป็นเงินรวม 4,213,852.11 บาท มาเป็นหักให้เพียง 66,846.22 บาทคือตัดออกเสีย 4,147,005.89 บาท และคิดคำนวณภาษีใหม่เป็นว่าโจทก์จะต้องชำระภาษีและเงินเพิ่มเติมจากที่จำเลยที่ 2 แจ้งให้โจทก์นำไปชำระตามเอกสารหมาย

จ.2 หรือ ล.3 อีกเป็นเงินภาษี 3,111.08บาท เงินเพิ่ม 622.21 บาท รวมเป็นเงิน 3,733.29 บาท ซึ่งศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ดังกล่าวในตอนหลังนี้ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

จำเลยทั้งห้าฎีกาคัดค้าน ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ตัดทอนหักค่าเสื่อมราคาของโจทก์ให้น้อยลงกว่าที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณหักให้ไว้เดิมเป็นเงินถึง 4,147,005.89 บาท นี้ ก็เป็นการพิจารณาและวินิจฉัยไปโดยไม่เปิดโอกาสให้โจทก์ได้ชี้แจงแสดงหลักฐานและมิได้เป็นประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่อย่างใด คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3ที่ 4 และที่ 5 ที่ให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มขึ้นจากที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ จึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย(5) ปัญหาเรื่องเงินเพิ่มที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยเรียกเงินเพิ่มจากโจทก์ไม่เป็นธรรม

เพราะการดำเนินงานของโจทก์ได้ทำบัญชีรับจ่ายโดยสุจริต มิได้ปิดบังรายรับรายจ่าย ตัวเลขที่จำเลยประเมินภาษีจากโจทก์ก็ได้มาจากบัญชีของโจทก์ที่เกิดเป็นข้อพิพาทขึ้นเนื่องจากการตีความตัวบทประมวลรัษฎากรผิดพลาด จึงขอให้ยกเลิกเงินเพิ่มที่ประเมินเรียกเก็บจากโจทก์ แต่ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยถึงนั้นศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่ากรณีเรื่องนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากเอกสารหมาย ล.5ซึ่งเป็นรายงานการพิจารณาอุทธรณ์ภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ว่ากองภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ออกหมายเรียกโจทก์มาทำการไต่สวนตรวจสอบภาษีอากร เพราะมีกรณีสงสัยว่าโจทก์เสียภาษีไว้ไม่ถูกต้องซึ่งผลการตรวจสอบก็ปรากฏว่าโจทก์ได้เสียภาษีไว้ยังไม่ถูกต้องครบถ้วนจริง โจทก์จึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 22เหตุผลที่โจทก์อ้างมาในฎีกายังไม่เป็นเหตุผลอันสมควรเพียงพอที่จะผ่อนผันให้ยกเลิกหรือยกเว้นเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นชอบด้วยกับจำเลยที่ประเมินเรียกเก็บเงินเพิ่มจากโจทก์พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
แต่ง ทองภักดี · สมชัย ทรัพยวณิช · เฟื่องขจิต รัศมิภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10341/2550

โจทก์ประกอบกิจการเพื่อแสวงหากำไรโดยกู้ยืมเงินมาลงทุน ตอนที่โจทก์ขายรถยนต์ไปในราคาต่ำกว่าราคาทุนโดยไม่ปรากฏว่าราคารถยนต์ในขณะนั้นลดลงและโจทก์ก็ไม่ได้ประสบกับขาดทุน จึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องขายรถยนต์ในราค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2278/2548

ขณะที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์ โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 แต่ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 956/2544

บริษัทโจทก์ลงบัญชีย่อยหรือลูกหนี้อื่น ๆ ชื่อบัญชีบริษัท ฟ. รับรู้รายได้ในเดือนสิงหาคม ตุลาคม และพฤศจิกายน 2532 รวมเป็นเงิน 2,879,913 บาทเท่ากับค่าจ้างทำของที่โจทก์ได้ทำสัญญาตกแต่งภายในให้แก่บริษัท ฟ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1038/2541

ป.รัษฎากรได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินกับคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ต่างหากจากกัน โดยเริ่มแรกหากเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไว้ไม่ถูกต้องตรงความเป็นจร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2851/2540

เจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2525 ถึง 2527 เกี่ยวกับประเด็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี(18) การที่คณะกรรมการวินิจฉัยว่าโจทก์มีรายจ่ายซ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้