Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 787/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิตต่อมาบริษัท ท. จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2543 โดยรับโอนงานในส่วนประกันชีวิตจากบริษัท ท. มา ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2535 ถึงวันที่ 26 มีนาคม 2543 บริษัท ท. ยังคงประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิตทั้งสองประเภทควบคู่มาด้วยกันโดยยังไม่ได้จัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามมาตรา 121 วรรคสอง แต่เป็นการประกอบธุรกิจประกันชีวิตภายใต้บทบัญญัติมาตรา 121 วรรคหนึ่ง ที่ให้กระทำต่อไปได้ภายใต้เงื่อนไขว่าบริษัท ท. ต้องแยกรายรับและรายจ่ายของธุรกิจประกันชีวิตออกเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากรายรับและรายจ่ายของธุรกิจประกันวินาศภัย ดังนั้น งานในส่วนประกันวินาศภัยและงานในส่วนประกันชีวิตต่างก็เป็นงานของบริษัท ท. ผู้เป็นนายจ้างของโจทก์ หนังสือสัญญาข้อตกลงรับทราบเงื่อนไขในการจ้างทำขึ้นในตอนที่โจทก์เข้าเป็นลูกจ้างทดลองงานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2547 แต่ข้อความตามหนังสือก็ระบุว่าเป็นเงื่อนไขในการจ้างในระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัท ท. ไม่ได้ระบุว่าเป็นเงื่อนไขที่ใช้เฉพาะในระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างทดลองงานเท่านั้น โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของบริษัท ท. และทำงานตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ดังนั้น การที่บริษัท ท. ให้โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานบริการวินาศภัยทำงานประกันชีวิตด้วย งานประกันชีวิตซึ่งเป็นธุรกิจส่วนหนึ่งของบริษัท ท. จึงเป็นงานในความรับผิดชอบของโจทก์โดยชอบด้วยเงื่อนไขในการจ้าง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างที่โจทก์ทำงานประกันชีวิตให้บริษัท ท. ต่อมาในวันที่ 27 มีนาคม 2543 จำเลยซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้น ก็รับโอนทรัพทย์สิน หนี้สิน ความรับผิดชอบตามกรมธรรม์และลูกจ้างในส่วนธุรกิจประกันชีวิตจากบริษัท ท. แต่ไม่ได้รับโอนโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างในส่วนธุรกิจประกันวินาศภัยมาด้วย และหลังจากวันที่ 27 มีนาคม 2543 ถึงวันที่โจทก์ถูกเลิกจ้าง จำเลยมิได้ให้โจทก์ทำงานประกันชีวิต โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างจากจำเลย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิต ต่อมาได้แยกธุรกิจประกันวินาศภัยกับธุรกิจประกันชีวิตออกจากกันตามผลแห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ก่อนโจทก์เข้าทำงาน 3 ปี แต่สถานที่ทำงานของธุรกิจทั้งสองอยู่ในสำนักงานเดียวกัน โจทก์เข้าเป็นลูกจ้างของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ประจำสาขามหาสารคาม ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2537 ต่อมาย้ายไปประจำสาขานครราชสีมา แล้วถูกเลิกจ้างในวันที่ 22 เมษายน 2543 โจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานบริการวินาศภัย สังกัดส่วนขยายงานวินาศภัย แผนกการตลาดวินาศภัย ฝ่ายวินาศภัย ซึ่งอยู่ในธุรกิจประกันวินาศภัย ต่อมาธุรกิจประกันวินาศภัยจดทะเบียนเป็นบริษัทมิตรแท้ประกันภัย

จำกัด ธุรกิจประกันชีวิตจดทะเบียนเป็นบริษัทไทยประสิทธิเนชั่นไวด์ จำกัด ต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเนชั่นไวด์ประกันชีวิต จำกัดแล้วจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทฟินันซ่าประกันชีวิต จำกัด คือจำเลย ตามสัญญาจ้างแรงงานโจทก์เป็นพนักงานประกันวินาศภัย ไม่มีส่วนควบงานประกันชีวิต จำเลยให้โจทก์ทำงานประกันชีวิตด้วย จึงเกิดเป็นสัญญาจ้างแรงงานเป็นรายวันโดยปริยาย โจทก์ทำงานประกันชีวิตตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลยแต่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ จำเลยต้องรับผิดในค่าจ้างวันทำงานปกติ 732 วัน วันละ 145 บาท เป็นเงิน 106,140 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 269 วัน วันละ 290 บาท เป็นเงิน 78,010 บาท ค่าล่วงเวลา 48 วัน วันละ 4 ชั่วโมง เหมาจ่ายวันละ 150 บาท เป็นเงิน 7,200 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1,825 วัน เป็นดอกเบี้ย 143,512.50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 334,862.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 334,862.50 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เดิมจำเลยประกอบธุรกิจประกันชีวิตรวมอยู่ในบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ต่อมาพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 มาตรา 121 วรรคสอง บังคับให้บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ต้องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต และต้องแยกธุรกิจประกันวินาศภัยกับธุรกิจประกันชีวิตให้เสร็จสิ้นภายใน 8 ปี คือภายในวันที่ 10 เมษายน 2543 จำเลยเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่และรับโอนทรัพย์สิน หนี้สินความรับผิดชอบตามกรมธรรม์และลูกจ้างในส่วนธุรกิจประกันชีวิตทั้งหมดจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด จำเลยจดทะเบียนครั้งแรกใช้ชื่อว่าบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทไทยประสิทธิเนชั่นไวด์

จำกัด บริษัทเนชั่นไวด์ประกันชีวิต จำกัด และครั้งสุดท้ายเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทฟินันซ่าประกันชีวิต จำกัด ในขณะที่โจทก์เข้าทำงานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2537 จำเลยยังคงใช้ชื่อว่าบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ยังดำเนินธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิต โจทก์ทำหน้าที่รับจ่ายเงินหรือบริการลูกค้าทั้งในส่วนธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิตที่จำเลยดำเนินกิจการควบคู่กันอยู่ทุกสาขาของจำเลย จำเลยเพิ่งแยกธุรกิจประกันชีวิตออกจากธุรกิจประกันวินาศภัยในวันที่ 27 มีนาคม 2543 จำเลยจึงได้รับโอนการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตออกมาจากธุรกิจประกันวินาศภัยตั้งแต่จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานจนถึงวันที่ 27 มีนาคม 2543 โจทก์ทำงานให้จำเลยคือบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย

จำกัด ในธุรกิจทั้งสองส่วน จำเลยแบ่งการทำงานออกเป็นประกันวินาศภัยกับประกันชีวิตเฉพาะลูกจ้างที่ทำงานประจำสำนักงานใหญ่ ส่วนลูกจ้างที่ทำงานประจำสาขาซึ่งรวมถึงโจทก์ (ที่ทำงานที่สาขามหาสารคามแล้วย้ายมาที่สาขานครราชสีมา) ต้องรับผิดชอบงานทั้งประกันวินาศภัยและประกันชีวิต จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตั้งแต่โจทก์เข้าทำงานถึงวันที่ 27 มีนาคม 2543 (วันที่จำเลยแยกประกอบธุรกิจประกันชีวิตออกจากธุรกิจประกันวินาศภัย) เป็นประจำทุกเดือนครบถ้วน ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2538 ในตำแหน่งพนักงานบริการวินาศภัย

ออกจากงานเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2543 (ที่ถูกวันที่ 22 เมษายน 2543 ตามเอกสารหมาย จ.ล.7) ระหว่างทำงานโจทก์ได้รับค่าจ้างจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด มาโดยตลอด บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด จดทะเบียนแยกธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2543 และได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อหลายครั้งจนเป็นบริษัทฟินันซ่าประกันชีวิต จำกัด จำเลย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมจำเลยประกอบธุรกิจประกันชีวิตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานบริการวินาศภัย สังกัดส่วนขยายงานวินาศภัย แผนกการตลาดวินาศภัย ฝ่ายวินาศภัย สาขามหาสารคาม ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2538 (ที่ถูกวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 ตามหนังสือแจ้งบรรจุเอกสารหมาย จ.ล.5) บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด เลิกจ้างโจทก์วันที่ 22 เมษายน 2543 ระหว่างทำงานที่บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด โจทก์ทำงานทั้งประกันวินาศภัยและประกันชีวิต

โจทก์ได้รับค่าจ้างจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ครบถ้วนจนถึงวันเลิกจ้าง จำเลยจดทะเบียนแยกบริษัทจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด มาตั้งบริษัทประกอบธุรกิจประกันชีวิตเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2543 จำเลยต้องรับโอนทรัพย์สิน หนี้สิน ความรับผิดชอบตามกรมธรรม์และลูกจ้างในส่วนธุรกิจประกันชีวิตจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด แล้ววินิจฉัยว่า ก่อนวันที่ 27 มีนาคม 2543 บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิตยังเป็นบริษัทเดียวกัน ธุรกิจประกันชีวิตไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่เป็นนายจ้างโจทก์ โจทก์ยังเป็นลูกจ้างบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย

จำกัด มอบหมายให้โจทก์ทำงานประกันวินาศภัยและประกันชีวิตอันเป็นการทำงานตามวัตถุประสงค์ของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด หลังจากจำเลยจดทะเบียนจัดตั้งในวันที่ 27 มีนาคม 2543 รับโอนงานในส่วนประกันชีวิตจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัยจำกัด แต่โจทก์อยู่ในสายงานประกันวินาศภัยจึงไม่ได้โอนมาเป็นลูกจ้างของจำเลย ยังคงเป็นลูกจ้างบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด การที่บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด นายจ้างของโจทก์มอบให้โจทก์ทำงานประกันชีวิตอีกหน้าที่หนึ่งโดยโจทก์ไม่โต้แย้ง ถือว่าโจทก์ทำงานให้นายจ้างตามคำสั่งของนายจ้าง เมื่อนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ครบถ้วนจนถึงวันเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ในส่วนธุรกิจประกันภัย บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ให้โจทก์ทำงานประกันวินาศภัยและประกันชีวิต บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกค่าจ้างจากจำเลยอีกหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิต ตำแหน่งพนักงานบริการวินาศภัยสังกัดส่วนขยายงานวินาศภัย แผนกการตลาดวินาศภัย ฝ่ายวินาศภัย สาขามหาสารคาม เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2538 บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ให้โจทก์ทำงานทั้งประกันวินาศภัยและประกันชีวิต

จำเลยจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามใบอนุญาตเลขที่ 2/2543 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2543 ตามเอกสารหมาย จ.ล.2 รับโอนงานในส่วนประกันชีวิตจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 มาตรา 121 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตอยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ใช้บังคับ (ใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2535) ให้บริษัทนั้นประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามใบอนุญาตต่อไปได้ภายในเงื่อนไข "(2) ต้องแยกรายรับและรายจ่ายของธุรกิจประกันชีวิตออกเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากรายรับและรายจ่ายของธุรกิจประกันวินาศภัย" วรรคสองบัญญัติให้บริษัทขึ้นใหม่เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต

พ.ศ.2535 ให้แล้วเสร็จภายใน 8 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ใช้บังคับ แสดงว่าตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2535 ถึงวันที่ 26 มีนาคม 2543 บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ยังคงประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิตทั้งสองประเภทควบคู่มาด้วยกันโดยยังไม่ได้จัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามมาตรา 121 วรรคสอง แต่เป็นการประกอบธุรกิจประกันชีวิตภายใต้บทบัญญัติ มาตรา 121 วรรคหนึ่ง ที่ให้กระทำต่อไปได้ภายใต้เงื่อนไขว่าบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ต้องแย้งรายรับและรายจ่ายของธุรกิจประกันชีวิตออกเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากรายรับและรายจ่ายของธุรกิจประกันวินาศภัย

ดังนั้น งานในส่วนประกันวินาศภัยและงานในส่วนประกันชีวิตต่างก็เป็นงานของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ผู้เป็นนายจ้างของโจทก์ ปรากฏตามหนังสือสัญญาข้อตกลงรับทราบเงื่อนไขในการจ้างเอกสารท้ายคำแถลงการณ์หมายเลข 4 ของโจทก์ว่า "3.ในระหว่างการเป็นพนักงาน (ลูกจ้าง) ของบริษัทฯ (บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด) ข้าพเจ้า (โจทก์) จะปฏิบัติตามคำสั่งของบริษัทฯ... รวมทั้งการปฏิบัติงานอื่นๆ ของบริษัทฯ ตามที่ผู้บังคับบัญชาจะได้มอบหมายต่อไป" แม้ว่าหนังสือฉบับนี้จะทำขึ้นในตอนที่โจทก์เข้าเป็นลูกจ้างทดลองงานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2547 แต่ข้อความตามหนังสือก็ระบุว่าเป็นเงื่อนไขในการจ้างในระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย

จำกัด ไม่ได้ระบุว่าเป็นเงื่อนไขที่ใช้เฉพาะในระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างทดลองงานเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการยกเลิกความข้อนี้โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด และทำงานตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ดังนั้น การที่บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ให้โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานบริการวินาศภัยทำงานประกันชีวิตด้วย งานประกันชีวิตซึ่งเป็นธุรกิจส่วนหนึ่งของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด จึงเป็นงานในความรับผิดชอบของโจทก์โดยชอบด้วยเงื่อนไขในการจ้าง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างที่โจทก์ทำงานประกันชีวิตให้บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด เพิ่มขึ้นจากค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย

จำกัด ต่อมาในวันที่ 27 มีนาคม 2543 จำเลยซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามใบอนุญาตเลขที่ 2/2543 ก็รับโอนทรัพย์สิน หนี้สิน ความรับผิดชอบตามกรมธรรม์และลูกจ้างในส่วนธุรกิจประกันชีวิตจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด แต่ไม่ได้รับโอนซึ่งเป็นลูกจ้างในส่วนธุรกิจประกันวินาศภัยมาด้วย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามใบรับเงินเบี้ยประกันภัยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 และเอกสารท้ายคำแถลงการณ์หมายเลข 7 ของโจทก์ว่าหลังจากวันที่ 27 มีนาคม 2543 ถึงวันที่โจทก์ถูกเลิกจ้าง จำเลยได้ให้โจทก์ทำงานประกันชีวิต โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างจากจำเลยอุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิทยา บุญชู · พิชิต คำแฝง · วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้