Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7888/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในกรณีการกระทำความผิดกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกัน พนักงานสอบสวนหาจำต้องระบุถึงกฎหมายที่เป็นความผิดทุกบทมาตราหรือทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไม่ แต่เมื่อใดแจ้งข้อหาอันเป็นหลักความผิดทั่วไปแล้ว ก็ไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดอันเกี่ยวพันกันด้วยอีก พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนความผิดทุกข้อหาได้ เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่า ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว แม้ไม่แจ้งข้อหาว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันมีองค์ประกอบความผิดแตกต่างออกไป และอยู่ในกฎหมายต่างฉบับกัน ก็มีอำนาจสอบสวนความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้ ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดฐานนี้แล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

พนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหานี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 เจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธปืนของกลางได้จากที่บ้านของจำเลยที่ 2 อาวุธปืนดังกล่าวไม่มีเลขทะเบียนโดยถูกต้อง ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหานี้มาโดยตลอด เพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนของกลางไปในทางสาธารณะนั้น จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีพยานคนใดยืนยันว่าจำเลยที่ 2 พาอาวุธของกลางดังกล่าวติดตัวไปในทางสาธารณะด้วยแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพข้อหานี้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ข้อเท็จจริงก็ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในข้อหานี้โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2543 เวลากลางวันถึงวันที่ 17 เมษายน 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนพกลูกซองชนิดประกอบขึ้นเอง ขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงได้และไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ และมีกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 3 นัด อันเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายที่ใช้ทำการยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่และไม่มีเหตุยกเว้นโทษตามกฎหมาย และจำเลยที่ 2 พาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนสาธารณะภายในตำบลบัวสลี่ อำเภอแม่ลาว และตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมืองเชียงราย

จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและมิใช่กรณีต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งไม่ได้รับยกเว้นโทษตามกฎหมาย และจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนกระบอกดังกล่าวยิงนายดวงจันทร์ ขันแก้ว ผู้ตาย จำนวน 1 นัด โดยเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน กระสุนปืนถูกผู้ตายบริเวณต้นแขนและรักแร้ด้านขวาได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลดังกล่าวสมดังเจตนาของจำเลยทั้งสอง เหตุเกิดที่ตำบลบัวสลี่ อำเภอแม่ลาว และตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เจ้าพนักงานยึดเศษหมอนกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 2 ชิ้น เศษแว่นกระดาษแข็งรองหมอนกระสุนปืนลูกซอง

ขนาด 12 จำนวน 4 ชิ้น ต่อมาเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนข้างต้นเป็นของกลาง แต่กระสุนปืนของกลางหมดไปในการทดลอดยิง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 289, 371 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (1) (ที่ถูก (4) ) ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิต และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานมีและพาอาวุธปืนฯ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 8 เดือน แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ต้องโทษสูงสุดให้จำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ให้ลงโทษตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวและริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่เศษหมอนกระสุนปืน เศษแว่นกระดาษแข็งรองหมอนกระสุนปืนเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดจึงให้ริบ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2543 เวลา 9 นาฬิกา จำเลยที่ 2 กับนายสอาด คำแก่น ได้มาพบจำเลยที่ 1 ที่บ้านโดยนายสอาดมาว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ไปฆ่านายดวงจันทร์ ขันแก้ว ผู้ตาย โดยจะให้ค่าจ้าง 8,000 บาท และนายสอาดได้จ่ายเงินมัดจำให้ก่อนเป็นเงิน 1,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,000 บาท นายสอาดจะนำมาให้เมื่องานเสร็จ เมื่อนายสอาดกลับไป จำเลยทั้งสองได้ตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะมีหน้าที่ชักชวนผู้ตายออกจากบ้านพักไปยังจุดที่จำเลยที่ 2 ซุ่มอยู่ จากนั้นจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2543 เวลา 13 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ได้ขับรถจักรยานยนต์ไปที่บ้านของผู้ตายสอบถามนายเสริฐว่าผู้ตายอยู่ที่บ้านหรือไม่

นายเสริฐแจ้งว่าผู้ตายจะพักอาศัยอยู่ที่บ้านในเวลาเย็นเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงขับรถจักรยานยนต์ไปพบจำเลยที่ 2 และตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะทำทีเอาเงิน 600 บาท ไปขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ตายแล้วให้ผู้ตายนำเมทแอมเฟตามีนไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ที่บริเวณเชิงเขา จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 พกอาวุธปืนลูกซองสั้นนั่งซ้อนท้ายเดินทางไปที่ป่าละเมาะ เมื่อถึงป่าละเมาะจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ซุ่มรออยู่ ส่วนจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปพบผู้ตายที่บ้านแล้วจำเลยที่ 1 ได้ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ตาย 10 เม็ด ในราคา 600 บาท และให้ผู้ตายนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้จำเลยที่ 1 ที่บริเวณป่าละเมาะจุดที่จำเลยที่ 2 ซุ่มอยู่

ผู้ตายรับเงินจากจำเลยที่ 1 แล้วขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพักทันที ส่วนจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปรอยังจุดที่จำเลยที่ 2 ซุ่มอยู่ จำเลยที่ 1 รออยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยที่ 1 เห็นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาพบที่ป่าละเมาะตามที่นัดหมายไว้ ผู้ตายมอบเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 1 จำนวน 2 เม็ด ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ซุ่มอยู่ได้ออกมาใช้อาวุธปืนที่เตรียมมายิงผู้ตาย 1 นัด ผู้ตายวิ่งหลบหนีไปทางทุ่งนา จำเลยทั้งสองไม่สามารถตามทันจึงชวนกันกลับบ้าน ต่อมาจำเลยทั้งสองได้รับเงินค่าจ้างฆ่าผู้ตายที่เหลืออีก 7,000 บาท จากนายสอาด วันที่ 18 เมษายน 2543 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา พันตำรวจโทชลอ เงินแจ้ง

ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่ามีเหตุฆ่ากันตายที่สวนป่าริมกรณ์ที่เกิดเหตุจึงร่วมกับพวกออกไปตรวจที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงพบศพผู้ตาย จึงทำการบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุและทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา กับถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุ ตรวจบริเวณที่เกิดเหตุห่างจากจุดที่พบศพผู้ตายประมาณ 200 เมตร พบกระดาษหมอนกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 6 ชิ้น จึงยึดเป็นของกลาง แล้วนำศพผู้ตายไปตรวจชันสูตรพลิกศพที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ พันตำรวจโทชลอร่วมกับแพทย์ทำการชันสูตรพลิกศพผู้ตาย พันตำรวจตรีอนันต์ แห้วทอง กับพวกออกสืบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุมีคนเห็นจำเลยที่ 1 พาผู้ตายออกจากบ้านเพื่อไปซื้อเมทแอมเฟตามีนมาเสพโดยใช้รถจักรยานยนต์

ยี่ห้อคาวาซากิ สีเลือดหมูเป็นยานพาหนะไปรับผู้ตาย พันตำรวจตรีอนันต์ จึงไปบ้านจำเลยที่ 1 พบรถจักรยานยนต์ตามที่ได้รับแจ้งจึงสอบถามจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2543 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ไปชวนผู้ตายออกจากบ้าน โดยผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ของตนเองออกจากบ้าน แล้วจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกรวม 4 คน ฆ่าผู้ตายโดยนายอุทิศ ขันแก้ว พี่ชายผู้ตายกับนายสอาดเป็นผู้ว่าจ้างให้ฆ่าผู้ตายเป็นเงิน 8,000 บาท และนำหมายค้นของศาลเข้าไปตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 2 พบอาวุธปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนอีก 2 นัด จำเลยที่ 2 รับว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนกระบอกดังกล่าวยิงผู้ตายจึงจับกุมจำเลยทั้งสองและแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 อีกกระทงว่าพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง

หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม พันตำรวจโทชลอพนักงานสอบสวนรับตัวจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินคดีพร้อมจัดทำบัญชีของกลางคดีอาญาเพิ่มเติม ในชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนได้พาจำเลยทั้งสองไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ พร้อมถ่ายรูปประกอบสำนวนการสอบสวน สำหรับอาวุธปืนของกลางตรวจพิสูจน์แล้วผู้ชำนาญการพิเศษมีความเห็นว่าใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามโจทก์ฟ้องโดยอ้างฐานที่อยู่ และในชั้นจับกุม

ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้าย บังคับ ขู่เข็ญให้รับสารภาพ ทั้งยังบังคับให้แสดงท่าทางให้เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปและไม่เคยรู้จักผู้ตายมาก่อน จำเลยที่ 2 นำสืบว่า วันที่ 24 เมษายน 2543 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจมาค้นบ้านจำเลยที่ 2 พบอาวุธปืนลูกซอง 1 กระบอก แล้วพาไปที่บ้านนายสอาด คำแก่น พบกับจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งจำเลยที่ 2 ว่าฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายดวงจันทร์ ขันแก้ว ผู้ตาย ถูกอาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพเอกสารหมาย จ.4

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง โจทก์คงมีแต่ร้อยตำรวจเอกสุวิทย์ มีนาเมิน และพันตำรวจตรีอนันต์ แห้วทอง เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยทั้งสองมาเบิกความแต่เพียงว่าเหตุที่จับกุมจำเลยทั้งสองเพราะตรวจยึดอาวุธปืนและรถจักรยานยนต์ของกลางได้จากที่บ้านของจำเลยทั้งสองเท่านั้น สำหรับอาวุธปืนของกลางเมื่อมีการส่งไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับเศษหมอนกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 2 ชิ้น ที่ตรวจยึดได้จากบริเวณที่เกิดเหตุ ก็ไม่สามารถตรวจยืนยันได้ว่าเศษหมอนกระสุนปืนกับเศษแว่นกระดาษแข็งรองกระสุนปืนดังกล่าวยิงมาจากอาวุธปืนของกลางหรือไม่เช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ของกลางที่อ้างว่ามีผู้ขับไปรับผู้ตายออกจากบ้านในวันเกิดเหตุ แต่ไม่มีพยานมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว

แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน ประกอบกับคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ ลำพังแต่เพียงคำให้การรับสารภาพดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหานี้ชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าพนักงานสอบสวนมิได้แจ้งข้อหาจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในกรณีที่การกระทำนั้นผิดกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกันก็ตาม

พนักงานสอบสวนหาจำต้องระบุถึงกฎหมายที่เป็นความผิดทุกบทมาตราหรือทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไม่ แต่เมื่อได้แจ้งข้อหาอันเป็นหลักความผิดทั่วไปแล้ว ก็ไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดอันเกี่ยวพันกันด้วยอีก พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนความผิดทุกข้อหาได้ กรณีนี้เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่า ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว แม้ไม่แจ้งข้อหาว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันมีองค์ประกอบความผิดแตกต่างออกไป และอยู่ในกฎหมายต่างฉบับกัน ก็มีอำนาจสอบสวนความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้ ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้

ถือว่ามีการสอบสวนความผิดฐานนี้แล้ว พนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหานี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครองครอง และพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะด้วยหรือไม่นั้น ได้ความว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธปืนของกลางได้จากที่บ้านของจำเลยที่ 2 อาวุธปืนดังกล่าวไม่มีหมายเลขทะเบียนโดยถูกต้องชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหานี้มาโดยตลอด ข้อเท็จจริงจึงเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาพาอาวุธปืนของกลางไปในทางสาธารณะนั้นจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีพยานคนใดยืนยันว่าจำเลยที่ 2 พาอาวุธปืนของกลางดังกล่าวติดตัวไปในทางสาธารณะด้วยแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพข้อหานี้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ข้อเท็จจริงก็ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดในข้อหานี้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงจำคุก 8 เดือน และริบอาวุธปืนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป ปิติสันต์ · ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์ · นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้