คำฟ้องและคำให้การ
คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ก.ม.อาญา ม.๓๑๙(๓) และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม ก.ม.อาญา พ.ศ.๒๔๘๔ ม.๓ และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่กรมประขาสัมพันธ์ด้วย
จำเลยให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ก.ม.อาญา พ.ศ.๒๔๘๔ ม.๓ ซึ่งเป็นบทหนัก ให้จำคุกจำเลย ๘ ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๑๑๒,๙๗๘ บาท แก่กรมประชาสัมพันธ์ด้วย
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้น แต่ข้อที่ศาลชั้นต้นวางบทลงโทษจำเลยตาม ก.ม.อาญา ม.๑๓๑ ที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นศาลอุทธรณ์ไม่เห็นด้วยจึงพิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกตาม ก.ม.อาญา ม.๓๑๙ (๓) จำคุกจำเลย ๓ ปี นอกนั้นยืน โจทก์ฎีกาว่าจำเลยต้องมีความผิดตาม ก.ม.อาญา ม.๑๓๑ ศาลฎีกาตรวจปรึกษาทางพิจารณาข้อเท็จจริง คงฟังได้ว่าจำเลยนี้ได้เจตนาทุจริตยักยอกเงินที่จำเลยรับไว้ในหน้าที่ตามจำนวนที่โจทก์กล่าวในฟ้องไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวจำเลยเสียจริง ส่วนปัญหาที่จะต้องพิจารณาคงมีว่าจำเลยจะมีผิดฐานเจ้าพนักงาานยักยอกตาม ก.ม.อาญา ม.๑๓๑ หรือไม่ ข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามพยานโจทก์ว่าเจ้าหน้าที่ของสำนักงานท่องเที่ยวนี้ได้รับเงินเดือนประเภทการจร มีฐานะเป็นลูกจ้าง ได้ค่าจ้างเป็นรายเดือน ฉนั้น จำเลยจึงไม่เป็นข้าราชการตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ถือไม่ได้ว่าเป็นเจ้าพนักงานอันจะเป็นผิดตาม ม.๑๓๑ ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย สำนักงานท่องเที่ยวจะเป็นส่วนราชการหรือไม่ ๆ สำคัญ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน.()