Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7913/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยจำกัดวงเงิน แม้การค้ำประกันเป็นบุคคลสิทธิส่วนการจำนองเป็นทรัพยสิทธิ แต่เมื่อเป็นการประกันหนี้จำนวนเดียวกันและจำเลยที่ 5 ได้ชำระหนี้ตามสัญญาจำนองครบถ้วนจนมีการไถ่ถอนจำนองให้จำเลยที่ 5 แล้ว อันมีผลให้ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันระงับไปด้วย จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือตามสัญญาค้ำประกันอีก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาขอนแก่น วงเงิน 12,500,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสให้ความยินยอมและมีจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันและจำนองเป็นประกันแล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์รับโอนสินทรัพย์ด้วยคุณภาพมาจากธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โจทก์บอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องและทวงถามให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 21,556,680.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 15,455,449.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

หากไม่พอชำระให้บังคับเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าจนครบ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 5 ให้การว่า ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 วงเงินไม่เกิน 1,500,000 บาท และจำเลยที่ 5 ชำระหนี้โดยไถ่ถอนจำนองเสร็จสิ้นแล้วจึงสิ้นความผูกพัน ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 21,556,680.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 15,455,449.75 บาท ให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ชำระหนี้โจทก์แต่ไม่เกิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.24 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้บังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 49118, 49119, 49120, 49121, 49122, 49123, 49124, 49125, 4290 และ 4291 ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้บังคับเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าชำระหนี้จนครบ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 5 ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 5 โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 10,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาให้โจทก์ชำระต่อศาลในนามจำเลยที่ 5 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2526 จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชีของจำเลยที่ 1 ให้ไว้ต่อธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด จำนวน 800,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.32 หรือเอกสารหมาย ล.2 และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวให้ธนาคารไว้ในวงเงิน 800,000 บาท ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย ล.1 ต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2535 จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ให้ไว้ต่อธนาคารอีกจำนวน 700,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย

จ.33 หรือเอกสารหมาย ล.5 และจดทะเบียนเพิ่มวงเงินจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้ไว้ต่อธนาคารอีกจำนวน 700,000 บาท ตามบันทึกถ้อยคำขึ้นเงินจำนองครั้งหนึ่งเอกสารหมาย ล.6 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,500,000 บาท วันที่ 5 ตุลาคม 2537 จำเลยที่ 5 ไถ่ถอนจำนองตามเอกสารหมาย ล.7 สัญญาจำนองเป็นอันระงับ โจทก์รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวมถึงสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ในคดีนี้มาจากธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 5 ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.32 และ จ.33 อีกหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.32 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ล.2 มีข้อความในข้อ 1 ระบุถึงสัญญาที่จำเลยที่ 1 ผู้กู้กู้เงินจากธนาคารผู้ให้กู้ตามสัญญาลงวันที่ 19 ตุลาคม 2536 จำนวน 800,000 บาท

จำเลยที่ 5 ผู้ค้ำประกันยอมค้ำประกันรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาที่กล่าวแล้วจนกว่าธนาคารจะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง และสัญญาข้อ 6 ระบุว่าเพื่อนเป็นประกันที่ธนาคารยอมให้จำเลยที่ 1 ได้กู้เงินไปตามสัญญาดังกล่าวในข้อ 1 จำเลยที่ 5 ขอมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 15995 ตำบล... พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่แล้วหรือที่จะมีขึ้นต่อไปในภายหน้าตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันลงวันที่ 19 ตุลาคม 2526 ซึ่งก็คือสัญญาจำนองเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยที่ 5 นำที่ดินดังกล่าวมาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคารเป็นจำนวนเงิน 800,000 บาท โดยให้ดอกเบี้ยร้อยละ 17.5 ต่อปี สัญญาค้ำประกันกับสัญญาจำนองดังกล่าวทำในวันเดียวกัน

ต่างระบุถึงหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคารจำนวน 800,000 บาท เช่นกัน ส่วนสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.33 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ล.5 ก็มีข้อความทำนองเดียวกัน กล่าวคือ ข้อ 9 ของสัญญาดังกล่าวระบุว่าเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญานี้จำเลยที่ 5 ขอมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 15995 ตำบล... ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2526 และขึ้นเงินจำนองเป็นประกันฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2535 ไว้เป็นประกันการชำระหนี้ต่อธนาคาร ให้ธนาคารถือไว้เป็นหลักประกันจนกว่าธนาคารจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นตามสัญญานี้ ซึ่งจำนวนเงินตามสัญญาค้ำประกัน 700,000 บาท ก็ตรงกับจำนวนเงินในบันทึกถ้อยคำขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่หนึ่ง ซึ่งทำในวันเดียวกับวันทำสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย

จ.33 ทั้งยังมีข้อความระบุในบันทึกถ้อยคำขึ้นเงินจำนองดังกล่าวว่า เงื่อนไขและข้อตกลงอื่น ๆ ให้เป็นไปตามสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองฉบับเดิมทุกประการ เมื่อมีการไถ่ถอนทรัพย์จำนองดังกล่าวก็มีบันทึกถ้อยคำหลังสัญญาจำนองเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งตรงกับบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ล.7 ว่าธนาคารได้รับชำระหนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งนายทัตชัยผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ก็เบิกความถึงหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อธนาคารว่าเป็นหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมิได้กล่าวถึงหนี้อื่น ดังนั้นการที่จำเลยที่ 5 เข้าค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชีของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.32 หรือเอกสารหมาย ล.2 ให้ไว้ต่อธนาคารจำนวน 800,000 บาท และสัญญาจำนองที่ดินของจำเลยที่ 5 ก็ระบุว่าตกลงจำนองที่ดินเป็นประกันจำนวน 800,000 บาท ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย

ล.1 โดยมีข้อความในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวข้อ 6 ระบุถึงสัญญาจำนองเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งทำในวันเดียวกันว่าเพื่อเป็นประกันที่ผู้ให้กู้ยอมให้ผู้กู้ได้กู้เงินไปตามสัญญาดังกล่าวในข้อ 1 แสดงว่า สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 5 ทำขึ้นเป็นการค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อธนาคาร และเป็นหนี้จำนวนเดียวกับที่จำเลยที่ 5 จำนองที่ดินเป็นประกันจำนวน 800,000 บาท และเมื่อมีการทำสัญญาค้ำประกันอีกฉบับหนึ่งตามเอกสารหมาย จ.33 ซึ่งตรงกับสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.5 ก็ปรากฏตามสัญญาข้อ 9 ที่กล่าวถึงบันทึกถ้อยคำขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่หนึ่งตามเอกสารหมาย ล.6 ซึ่งมีข้อความทำนองเดียวกับสัญญาค้ำประกันฉบับแรกที่จำเลยที่ 5 ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารตามที่กล่าวมาแล้ว

แสดงว่า เมื่อรวมกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารตามที่กล่าวมาแล้ว แสดงว่า เมื่อรวมจำนวนเงินที่จำเลยที่ 5 ค้ำประกันและตกลงจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันทั้งสองฉบับกับสัญญาจำนองและบันทึกถ้อยคำขึ้นเงินจำนวงเป็นประกันครั้งที่หนึ่งแล้ว จำเลยที่ 5 จึงมีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าวในต้นเงินเพียง 1,500,000 บาท เมื่อธนาคารได้รับชำระหนี้จำนวนดังกล่าวครบถ้วนจนมีการไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยที่ 5 แล้ว ก็มีผลให้ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันย่อมระงับไปด้วย ที่โจทก์ฎีกาให้จำเลยที่ 5 ยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.32 และ จ.33 อีกโดยอ้างว่าตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย

จ.32 และ จ.33 ทำในวันเดียวกับสัญญาจำนองและวงเงินที่ประกันจะมีจำนวนเท่ากันกับสัญญาจำนอง และมีวัตถุประสงค์ในการประกันหนี้รายเดียวกันคือหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่สัญญาค้ำประกันเป็นการค้ำประกันด้วยบุคคลเป็นบุคคลสิทธิโจทก์จะมีสิทธิบังคับจำเลยที่ 5 ได้โดยตรง แม้จะมีการปลดจำนองแล้วนั้น เห็นว่า ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์เป็นการฎีกาขอให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 มากกว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 5 ค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นประกันทั้งสองครั้ง ซึ่งโจทก์รับในฎีกาแล้วว่าการค้ำประกันและการจำนองดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการประกันหนี้รายเดียวกัน แม้การค้ำประกันเป็นบุคคลสิทธิส่วนการจำนองเป็นทรัพย์สิทธิดังที่โจทก์อ้าง แต่เมื่อเป็นการประกันหนี้จำนวนเดียวกันแล้วก็ไม่อาจให้จำเลยที่ 5 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีระชาติ เอี่ยมประไพ · ชวลิต ตุลยสิงห์ · มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้