Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7961/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังผู้เสียหายทั้งสองใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกับบุตรเล็ก ๆ ของผู้เสียหายที่ 2 อีกหลายคนและทำการค้าขาย การที่จำเลยกับพวกร่วมกันเข้าไปที่บริเวณหน้าบ้านและร้านค้าที่เกิดเหตุ และใช้ก้อนอิฐ ก้อนหิน ไม้ และสิ่งของอื่นขว้างปาประตู หน้าต่าง และหลังคาบ้าน รวมทั้งทำลายสิ่งของต่าง ๆ จนเสียหาย ย่อมเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ และยังเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองโดยปกติสุข อันเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 358, 365 (1) (2) (3) ประกอบด้วยมาตรา 362 การกระทำของจำเลยกับพวกที่บุกรุกเข้าไปขว้างปาบ้านของผู้เสียหายทั้งสองจนได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษในความผิดฐานบุกรุกซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 90, 358, 362, 364, 365 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 364, 358, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 365 (1) (2) (3) ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ริบของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันบุกรุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นายแวอิสเฮาะนายประกันจำเลยทั้งสามแถลงต่อสาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ตามใบมรณบัตรและหนังสือรับรองของสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลปะนาเระ โจทก์ไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามปากต่างเบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่า เห็นจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมขว้างปาบ้านเกิดเหตุทั้งสองหลัง และจำเลยที่ 1 ยังตะโกนบอกให้กลุ่มคนขว้างปาบ้านดังกล่าวอีกด้วย โดยเฉพาะการรู้เห็นของพยานโจทก์ทั้งสามมิได้เห็นเหตุการณ์ขณะเดียวกันทุกคนแต่เห็นเหตุการณ์คนละตอนต่างเวลาและสถานที่กัน เหตุการณ์ตอนใดที่พยานคนใดไม่รู้เห็นก็จะไม่เบิกความถึง คำเบิกความจึงน่าเชื่อถือ ทั้งได้ความจากพยานโจทก์คือนายมะรอเซะและนางซอลีฮะว่า บริเวณบ้านเลขที่ 37/2 ที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าริมถนนหน้าบ้านเกิดเหตุ 1 ดวง และที่อยู่เยื้องกับบ้านอีก 1 ดวง พยานโจทก์ทั้งสองปากนี้สามารถมองเห็นจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในระยะใกล้เพียงประมาณ 10 เมตร และ 3 ถึง 4 เมตร ตามลำดับ

ทั้งมีโอกาสเห็นเป็นระยะเวลานานถึง 10 และ 15 นาที ประกอบกับพยานโจทก์ทั้งสามต่างรู้จักจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาก่อน จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสามสามารถเห็นและจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้อย่างแน่นอนไม่ผิดตัว นอกจากนี้โจทก์ยังมีผู้เสียหายที่ 1 และนางแอเสาะมาเบิกความสนับสนุนสอดรับกับคำพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวข้างต้นอีกด้วย เมื่อฟังประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุในคืนเดียวกันนั้น นายมะรูดิงน้องชายของจำเลยที่ 1 ถูกยิงเสียชีวิต จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 2 เป็นคนยิงสืบเนื่องมาจากเรื่องการเมืองท้องถิ่น จึงย่อมเป็นมูลเหตุให้จำเลยที่ 1 นำชาวบ้านและกลุ่มวัยรุ่นมาขว้างปาทำลายบ้านโดยเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 2 อาจหลบหนีเข้ามาอยู่ในบ้านเกิดเหตุ

พยานหลักฐานโจทก์ประกอบกันจึงรับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกับพวกขว้างปาสิ่งของและทำลายบ้านของผู้เสียหายทั้งสองอันเป็นความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัย ข้อนำสืบอ้างฐานที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนตามฟ้องโจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า บ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังผู้เสียหายทั้งสองใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกับบุตรเล็ก ๆ ของผู้เสียหายที่ 2 อีกหลายคนและทำการค้าขาย การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกับพวกเข้าไปที่บริเวณหน้าบ้านและร้านค้าที่เกิดเหตุและใช้ก้อนอิฐ

ก้อนหิน ไม้ และสิ่งของอื่นขว้างปาประตู หน้าต่าง และหลังคาบ้านรวมทั้งที่ทำลายข้าวของต่าง ๆ จนเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกดังกล่าวย่อมเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองโดยปกติสุข อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบด้วยมาตรา 362 ดังที่โจทก์ฟ้องแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและพิพากษายกฟ้องสำหรับความผิดฐานนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกที่บุกรุกเข้าไปขว้างปาบ้านของผู้เสียหายทั้งสองจนได้รับความเสียหายนั้นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานบุกรุกซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แต่ที่ศาลช้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 2 ปี นั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และมูลเหตุในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประกอบแล้ว เห็นว่ายังหนักเกินไป ศาลฎีกามีอำนาจที่จะกำหนดโทษเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแห่งความผิดได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 358, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานบุกรุก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิสิฐ ฐิติภัค · พีรพล พิชยวัฒน์ · ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดปัตตานี - นายกิตติกร กิตติพานประยูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2909/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้