Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7965/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ยาเสพติดให้โทษของกลางที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองในขณะเกิดเหตุ มีอยู่ 2 จำนวน จำนวนแรกเป็นเฮโรอีนจำนวน 82 แท่ง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 18,721.813 กรัม และจำนวนที่ 2 เป็นเฮโรอีนผสมมอร์ฟีน จำนวน 1 แท่ง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของมอร์ฟีนได้ 27.930 กรัม การที่ยาเสพติดให้โทษของกลางจำนวนที่ 2 เป็นเฮโรอีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ผสมมอร์ฟีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 และจำเลยทั้งสองร่วมกันครอบครองรวมกันไป ย่อมไม่อาจแบ่งแยกเจตนาในการครอบครองต่างหากออกจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวนแรกไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 17, 66, 69, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบยาเสพติดให้โทษ กระสอบปุ๋ย กระเป๋าเดินทางและชิ้นส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสาม (3)), 17 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม, 69 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครอง ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) (2) ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครอง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 51 ปี แต่ให้จำคุกทั้งสิ้นเพียง 50 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตได้เพียงสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) สำหรับของกลางให้ริบ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก 50 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยโจทก์กับจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจโทบุญส่ง ร้อยตำรวจโทธีรสิทธิ และสิบตำรวจโทมงคล กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมยึดเฮโรอีนและเฮโรอีนผสมมอร์ฟีนเป็นของกลาง ส่งมอบพันตำรวจโทราชัน พนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน 4 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ดำเนินคดี ซึ่งเฮโรอีนและเฮโรอีนผสมมอร์ฟีนของกลาง ปรากฏผลการตรวจพิสูจน์โดยนางสาวกัญญนันทน์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ (สบ 1)

สถาบันวิชาการและตรวจพิสูน์ยาเสพติด สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ว่า เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 82 แท่ง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 18,721.813 กรัม และเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 โดยผสมปนอยู่กับเฮโรอีนจำนวน 1 แท่ง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 27.930 กรัม คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกมีว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 2 ตามคำเบิกความของพันตำรวจโทบุญส่งและร้อยตำรวจโทธีรสิทธิมีสาระสำคัญเชื่อมโยงเหตุการณ์เป็นลำดับขั้นตอนอย่างมีเหตุและผลสอดคล้องต้องตรงกัน

ปราศจากพิรุธ อันจะเป็นเหตุให้มีข้อระแวงสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตรวจพิเคราะห์ภาพถ่ายประกอบสำนวนการสอบสวน ยังปรากฏว่า บริเวณที่พันตำรวจโทบุญส่งซุ่มดูเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุบนระเบียงหน้าห้องพักชั้นสองของอพาร์ตเมนต์ ที เอส โฮม บิวดิ้ง เป็นพื้นที่โล่งสามารถมองเห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยที่ 2 เปิดประตูให้จำเลยที่ 1 ลากกระเป๋าเดินทางสีดำของกลางเข้าไปในห้องพักหมายเลข 308 ในขณะเกิดเหตุได้เป็นอย่างดี ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติเชื่อได้ว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 นำกระเป๋าเดินทางสีดำของกลางซึ่งมีเฮโรอีนและเฮโรอีนผสมมอร์ฟีนของกลางซุกซ่อนอยู่ภายในเข้าไปเก็บพักไว้ในห้องพักหมายเลข 308 เมื่อเฮโรอีนของกลางปรากฏผลการตรวจพิสูจน์ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 82 แท่ง

คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 18,721.813 กรัม ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของกลาง หากถูกจับกุมต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ลักษณะในการกระทำความผิดจึงต้องดำเนินการในทางลับระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เพื่อป้องกันมิให้ล่วงรู้ถึงเจ้าพนักงานอันจะเป็นเหตุให้ถูกจับกุมดำเนินคดีต้องโทษฉกรรจ์ การที่จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ร่วมกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 นำกระเป๋าเดินทางสีดำของกลางซึ่งมีเฮโรอีนและเฮโรอีนผสมมอร์ฟีนของกลางซุกซ่อนอยู่ภายในเข้าไปเก็บพักไว้ในห้องพักหมายเลข 308 ย่อมเป็นพฤติเหตุแวดล้อมอันมีเหตุและผลเพียงพอที่จะบ่งชี้ให้เห็นว่า

จำเลยที่ 2 เจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเฮโรอีนและเฮโรอีนผสมมอร์ฟีนของกลางไว้ในครอบครอง พยานหลักฐานจากคำเบิกความตามทางนำสืบต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ในชั้นพิจารณาที่อ้างว่า ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เพียงแต่อยู่ภายในห้องพักหมายเลข 328 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิด โดยมีจำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุน แต่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ต้องหาว่าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 อาจเบิกความช่วยเหลือจำเลยที่ 2 มิให้ต้องรับโทษ ย่อมไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์ เมื่อเฮโรอีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 18,721.813 กรัม ต้องตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3) ที่ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

คดีย่อมฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครอง อันเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาในข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครอง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ยาเสพติดให้โทษของกลางที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองในขณะเกิดเหตุ

มีอยู่ 2 จำนวน จำนวนแรกเป็นเฮโรอีน จำนวน 82 แท่ง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 18,721.813 กรัม และจำนวนที่ 2 เป็นเฮโรอีนผสมมอร์ฟีน จำนวน 1 แท่ง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของมอร์ฟีนได้ 27.930 กรัม การที่ยาเสพติดให้โทษของกลางจำนวนที่ 2 เป็นเฮโรอีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ผสมมอร์ฟีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 และจำเลยทั้งสองร่วมกันครอบครองรวมกันไป ย่อมไม่อาจแบ่งแยกเจตนาในการครอบครองต่างหากออกจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวนแรกไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เพียงบทเดียว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3), 17 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม, 69 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครอง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชิต ลีธรรมชโย · ชำนาญ รวิวรรณพงษ์ · ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายตรัสร์ บวรวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ - นายขจรศักดิ์ อำไพสัมพันธกุล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1883/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อย3411/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อย1865/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้