Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7979/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ลักสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายที่ 1 โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์โดยกระชากเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายทั้งสองไปโดยทุจริต โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามฉกฉวยเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายทั้งสองไปซึ่งหน้าอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ และคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานวิ่งราวทรัพย์ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ในข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานปล้นทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย เท่านั้น

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 309, 340, 340 ตรี ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ศาลรอการลงโทษไว้เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ส่วนข้อหาความผิดอื่นให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 18 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าเป็นผู้กระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 12 ปี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ เป็นจำคุกคนละ 12 ปี 6 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้วิ่งเข้าไปกระชากสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายที่ 1 สวมใส่อยู่ โดยไม่มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงหรือบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวข้องหรือร่วมรู้เห็นในการกระทำของจำเลยที่ 1 ด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์หรือสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายที่ 2 โดยลำพัง มิได้มีการปรึกษาหารือกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาก่อน การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการลักเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายที่ 1 โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์โดยกระชากเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายทั้งสองไปโดยทุจริตโดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามฉกฉวยเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายทั้งสองไปซึ่งหน้าอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ และคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานวิ่งราวทรัพย์

แม้จำเลยที่ 1 จะรับสารภาพในความผิดฐานนี้ก็ลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ในข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย เท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่าขณะที่จำเลยที่ 1 เข้าไปกระชากสร้อยคอนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ที่พวกจำเลยขับ ดังนี้ ในสภาวะที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์เพื่อรอจำเลยที่ 1 ที่จะเดินทางไปด้วยกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมต้องจ้องมองไปยังจำเลยที่ 1 และเห็นจำเลยที่ 1 กระชากสร้อยคอของผู้เสียหายที่ 2 แล้ววิ่งมาขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งรออยู่

การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับจำเลยที่ 1 ขึ้นรถและขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 1 ซึ่งเพิ่งลักทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 2 มาในทันทีทันใดโดยที่การลักทรัพย์นั้นยังไม่ขาดตอนแล้วหลบหนีไปด้วยกัน ถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213, 225

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคสอง, 336 ทวิ, 309 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคสอง, 336 ทวิ ประกอบด้วยมาตรา 86, 309 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะมีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานสนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวมีกำหนดคนละ 2 ปี จำคุกจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันกระทำความผิดต่อเสรีภาพคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 6 เดือน ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่ให้คืนแก่เจ้าของ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ · สมศักดิ์ เนตรมัย · สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดราชบุรี - นายวิวุฒิ มณีนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายชัยพร สมบุญวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้