Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 80/2561

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยาน คงมีบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน และภาพถ่ายการชี้ที่เกิดเหตุของผู้เสียหาย อันเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า ผู้เสียหายมาศาลและเบิกความเป็นพยานโจทก์ประมาณ 10 นาที ผู้เสียหายแถลงว่าจดจำข้อเท็จจริงและเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ได้เนื่องจากเพิ่งคลอดบุตร ทั้งสองฝ่ายแถลงขอเลื่อนไปสืบพยานปากผู้เสียหายในนัดหน้า ศาลชั้นต้นอนุญาต ครั้นถึงวันนัดผู้เสียหายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อนำตัวมาเป็นพยานหลายนัด แต่ไม่ได้ตัวมา พฤติการณ์ในการหลบหนีและไม่มาเบิกความในชั้นพิจารณาของผู้เสียหาย ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลย่อมรับฟังคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่าเพื่อลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง และถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1101 - 1102/2546 และ 1420/2549 ของศาลชั้นต้น ที่พวกของจำเลยถูกฟ้องในการกระทำความผิดเดียวกันนี้ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/5

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุก 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า นางสาวสุชาสิณี ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับนางอำนวย ที่บ้านพักเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตะโหมด วันที่ 27 มิถุนายน 2543 เวลา 23 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายช่วยนางอำนวยขายน้ำชา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มารับผู้เสียหายไปร้านยาดองชื่อร้านคนหนำใต้ จากนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปที่ขนำในสวนยางพารา จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ แล้วมีคนร้ายหลายคนเข้ามาผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแล้วหลบหนีไป เมื่อผู้เสียหายกลับถึงบ้านได้เล่าให้นางอำนวยฟังว่าถูกจำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา นางอำนวยพาผู้เสียหายไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนส่งผู้เสียหายไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย แพทย์ระบุว่าผู้เสียหายมีรอยฟกช้ำที่ร่างกาย ที่ช่องคลอดและรูทวารหนักมีบาดแผลฉีกขาด พบสารแอซิดฟอสฟาเตสอันเป็นส่วนประกอบในน้ำอสุจิในช่องคลอด เชื่อว่าผ่านการร่วมประเวณีมา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยกับผู้เสียหายเป็นคนรักกัน จำเลยพาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีโดยความยินยอมของผู้เสียหายและไม่มีการขู่เข็ญบังคับ หลังจากจำเลยและผู้เสียหายร่วมประเวณีกันแล้ว เหตุการณ์ที่คนร้ายหลายคนร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่รู้จักกับกลุ่มคนร้ายนั้น โจทก์มีบันทึกคำให้การของผู้เสียหายซึ่งให้การต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2543 ว่าเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2543 เวลา 23.30 ถึง 24.00 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มารับผู้เสียหายและบอกจะพาไปเลี้ยงส่ง

จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปร้านยาดองชื่อร้านคนหนำใต้ โดยมีพวกของจำเลยนั่งอยู่ที่ร้านดังกล่าวก่อนแล้ว 5 ถึง 6 คน จนกระทั่งร้านปิดจำเลยให้ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์บอกว่าจะพาไปส่งบ้าน แต่เมื่อไปถึงหน้าบ้านของนางอำนวย จำเลยกลับขับรถจักรยานยนต์ผ่านไปแล้วพาผู้เสียหายเข้าไปยังขนำที่เกิดเหตุ จำเลยบอกรักผู้เสียหายแล้วดึงมือผู้เสียหายขึ้นไปบนขนำขอร่วมประเวณี เมื่อผู้เสียหายปฏิเสธ จำเลยใช้กำลังปลุกปล้ำ ผู้เสียหายต่อสู้ปัดป้องร้องห้ามและขอร้องว่าอย่าทำ แต่จำเลยไม่สนใจและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ จากนั้นมีพวกของจำเลยมาเรียกจำเลยว่า "บ่าวเหอ" จำเลยตอบรับว่า "ฮือ" พวกของจำเลยซึ่งผู้เสียหายไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดเรียกให้จำเลยออกไป

จำเลยจึงลุกขึ้นแล้วออกไปจากขนำ ผู้เสียหายยังไม่ได้สวมเสื้อผ้าวิ่งตามจำเลยออกไป พวกของจำเลยผลักผู้เสียหายเข้าไปในขนำ ช่วยกันจับแขนและขาผู้เสียหายแล้วพวกของจำเลยทั้งห้าคน ผลัดกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ส่วนผู้เสียหายเดินกลับไปบ้านนางอำนวยและเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางอำนวยฟัง นางอำนวยจึงพาผู้เสียหายไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน และโจทก์มีพันตำรวจเอกชุมพล พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 28 มิถุนายน 2543 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวนเวร นางอำนวยพาผู้เสียหายมาแจ้งความ พยานสอบคำให้การผู้เสียหายตามบันทึกคำให้การดังกล่าว เห็นว่า

แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยาน คงมีเพียงบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน และภาพถ่ายการชี้ที่เกิดเหตุของผู้เสียหายอันเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2557 ว่า ในวันดังกล่าวซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ผู้เสียหายมาศาลและเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ไปได้ประมาณ 10 นาที ผู้เสียหายแถลงว่าจดจำข้อเท็จจริงและเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ได้เนื่องจากเพิ่งคลอดบุตรได้ประมาณ 40 วัน ศาลชั้นต้นหารือโจทก์และจำเลยแล้ว ทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่าขอให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายในนัดหน้า

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 21 สิงหาคม 2557 เวลา 13.30 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดผู้เสียหายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเลื่อนคดีและออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อนำตัวมาเป็นพยานหลายนัด แต่ไม่ได้ตัวมาจนต้องงดสืบพยานปากผู้เสียหาย พฤติการณ์ในการหลบหนีและไม่ยอมมาเบิกความในชั้นพิจารณาของผู้เสียหายดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลย่อมรับฟังบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่าเพื่อลงโทษจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง และถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1101 - 1102/2546 และ 1420/2549 ของศาลชั้นต้นประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/5 ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า

หลังเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายกลับถึงบ้านได้เล่าเหตุการณ์ให้นางอำนวยฟังทันที แล้วจากนั้นไม่นานนางอำนวยพาผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์และให้การต่อพันตำรวจเอกชุมพล พนักงานสอบสวน ผู้เสียหายให้การถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุจนกระทั่งจำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ระบุยืนยันถึงพฤติการณ์การกระทำของจำเลยกับพวก ตลอดจนสถานที่เกิดเหตุโดยแจ้งชัด และโดยไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายจะต้องกลั่นแกล้งกล่าวหาจำเลย อีกทั้งคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1101 - 1102/2546 และ 1420/2549 ของศาลชั้นต้น ก็ระบุพฤติการณ์การกระทำของจำเลยกับพวกตรงกับที่ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวน แม้คดีทั้งสามคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามคดีตามลำดับ

ก็มิใช่พิพากษายกฟ้องว่าไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องในคดีแรกว่า กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายสรชัยหรือศรชัยหรือสุรชัยหรือชัย และนายสมนึกหรือหรีม ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีดังกล่าวเป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดหรือไม่ และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในคดีหลังว่า นายนิกรหรือหรีม ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวมิใช่คนร้ายที่ร่วมกระทำความผิด โดยที่จำเลยเบิกความยอมรับว่าพาผู้เสียหายไปกระทำชำเราในขนำที่เกิดเหตุจริง คงกล่าวอ้างเพียงว่าผู้เสียหายสมัครใจให้จำเลยร่วมประเวณี และกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่รู้จักกับคนร้ายและไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นกับคนร้ายที่ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี

ได้ความจากพันตำรวจเอก ชุมพลเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากบ้านพักเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตะโหมดประมาณ 7 กิโลเมตร และปรากฏจากแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ว่าขนำที่เกิดเหตุอยู่ในสวนยางพาราเข้าไปตามทางแยกห่างจากถนนประมาณ 150 เมตร ไม่มีแสงไฟฟ้าส่องสว่าง ที่เกิดเหตุจึงเป็นที่เปลี่ยวห่างไกลจากชุมชน ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนซึ่งดึกมากแล้ว พฤติการณ์ที่จำเลยบอกว่าจะขับรถจักรยานยนต์ไปส่งผู้เสียหายที่บ้านแต่กลับพาผู้เสียหายไปยังขนำที่เกิดเหตุ นอกจากกลุ่มบุคคลที่นั่งดื่มสุราอยู่กับจำเลยแล้วย่อมเป็นการยากที่จะมีบุคคลอื่นรู้เห็นว่าจำเลยจะพาผู้เสียหายไปยังขนำที่เกิดเหตุ หลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายยังไม่ทันใส่เสื้อผ้าก็มีคนร้ายเข้ามาร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อทันที

การกระทำของจำเลยดังกล่าวเชื่อว่าเป็นแผนการที่จำเลยกับพวกร่วมกันคบคิดพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราในที่เกิดเหตุ จึงถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมเกียรติ ตั้งสกุล · สมชาติ ธัญญาวินิชกุล · รังสรรค์ กุลาเลิศ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพัทลุง - นายเสกสรรค์ ศิลปวิสุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายสายัณห์ ศรีดวม
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1422/2560
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ988/2557
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ607/2559
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 765/2567

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานหลักฐาน แล้วนำมาวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายแล้ว แม้ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย รวมทั้งบทมาตราที่ยกข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4943/2567

คดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น เหตุเกิดวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2567

แม้ในชั้นจับกุมจำเลยและ ก. จะให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมว่าเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนเป็นของทั้งสองคน แต่คำให้การดังกล่าวเป็นถ้อยคำรับสารภาพของจำเลยผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ จึงต้องห้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3322/2563

แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันการกระทำความผิดของจำเลย แต่ ป. และ ฮ. ผู้ร่วมขบวนการ ได้ให้การจากการซักถามของเจ้าพนักงานว่า จำเลยเป็นผู้ร่วมขบวนการด้วย โดย ป. ยังให้ถ้อยคำถึงรายละเอียดในการกระทำความผิด…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้