คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนด 1779 อำเภอบางกอกใหญ่ โจทก์และประชาชนในย่านนี้ใช้ที่ดินของผู้อื่นและของจำเลยโฉนดที่ 1773 ซึ่งอยู่ติดต่อกันเป็นทางเดินผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะมา 40-50 ปีแล้ว เป็นภาระจำยอม จำเลยซื้อที่ดินโฉนดที่ 1773 โดยรู้ดีอยู่แล้วว่า ผู้อื่นใช้ทางเดินผ่านกว่า 10 ปี จำเลยล้อมรั้วปิดกั้นทางเสีย จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยรื้อรั้วเปิดทางเดินตามเดิมให้แสดงว่าทางนี้เป็นภารจำยอมบังคับให้จำเลยจดทะเบียนจำเลยต่อสู้ว่า ได้ซื้อที่ดินโดยไม่ปรากฏว่าทางเดินผ่านจำเลยได้จดทะเบียนซื้อที่ดินโดยสุจริต และชอบด้วยกฎหมายศาลชั้นต้นฟังว่า ที่พิพาทมีภารจำยอม แต่โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิแห่งภารจำยอม
โจทก์ไม่ได้นำสืบว่า จำเลยรับซื้อโดยไม่สุจริต พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ฟังว่า ทางพิพาทมิใช่ภารจำยอมทั้งไม่มีอะไรที่จะแสดงให้เห็นว่า จำเลยรู้ว่ามีทางภารจำยอมในที่ดินของจำเลยพิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาได้วินิจฉัยในที่ประชุมใหญ่ว่า ภารจำยอมนั้นหาสิ้นไปไม่ เพราะภารจำยอมจะสิ้นไป ก็แต่เมื่อภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมด หรือมิได้ใช้สิบปีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1397, 1399 ในลักษณะซื้อขาย ตามมาตรา 480 บัญญัติว่า "ถ้าอสังหาริมทรัพย์ต้องแสดงว่าตกอยู่ในบังคับแห่งภารจำยอมโดยกฎหมายไซร้ ท่านว่าผู้ขายไม่ต้องรับผิด เว้นแต่ผู้ขายจะได้รับรองไว้ในสัญญาว่า ทรัพย์สินนั้นปลอดจากภารจำยอมอย่างใด
ๆ ทั้งสิ้นหรือปลอดจากภารจำยอมอันนั้น" ด้วยเหตุนี้ บทบัญญัติแห่งมาตรา 1299 จึงหมายความถึงแต่กรณีที่บุคคลได้มาโดยสุจริตซึ่งทรัพย์อันเดียวกัน กับสิทธิที่ยังไม่ได้จดทะเบียน สำหรับผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินหาได้สิทธิในภารจำยอมไปด้วยแต่อย่างใดไม่หากได้ไปแต่การรอนสิทธิ สำหรับที่ดินอันเป็นภารยทรัพย์นั้นภารจำยอมที่มีอยู่เป็นแต่การรอนสิทธิดังที่ระบุไว้ในมาตรา 480 เท่านั้น จำเลยจะยกการรับโอนกรรมสิทธิโดยสุจริตขึ้นเป็นข้อต่อสู้เพื่อให้ภารจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินสิ้นไปหาได้ไม่ส่วนข้อเท็จจริงคงฟังได้ว่า ที่พิพาทตกอยู่ในภารจำยอมพิพากษากลับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่าที่ดินโฉนดที่ 1773ตกอยู่ในภารจำยอม ให้โจทก์และคนของโจทก์เดินผ่านและให้จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมดังกล่าวนี้