Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 807/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่15กรกฎาคม2521ซึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่295ลงวันที่28พฤศจิกายน2515ข้อ78และข้อ79บัญญัติว่าให้ใช้ได้มีกำหนด10ปีแม้ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่295ฉบับที่2พ.ศ.2530ใช้บังคับซึ่งมาตรา7ให้ยกเลิกความในส่วนที่3ข้อ63ถึง80แล้วก็ตามแต่ในมาตรา9วรรคหนึ่งบัญญัติว่าพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างและประกาศกระทรวงคมนาคมกำหนดทางหลวงที่มีความจำเป็นต้องสร้างโดยเร่งด่วนซึ่งออกโดยอาศัยตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่295ลงวันที่28พฤศจิกายนพ.ศ.2515ให้คงใช้บังคับได้ตามอายุของพระราชกฤษฎีกานั้นและวรรคสองของมาตรานี้บัญญัติทำนองเดียวกับมาตรา36วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ว่าด้วยการเวนคืนและการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงที่ได้ปฏิบัติไปแล้วก่อนวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นอันใช้ได้แต่การดำเนินการต่อไปให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ดังนั้นพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับจนถึงวันที่14กรกฎาคม2531เมื่อปรากฏว่าภายในระยะเวลาดังกล่าวจำเลยได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจะเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างหรือขยายทางหลวงและได้วางเงินค่าทดแทนที่ดินต่อสำนักงานวางทรัพย์ฯเพื่อให้โจทก์รับเงินไปอันเป็นการดำเนินการภายในอายุพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจำเลยจึงมีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา13วรรคสองและวรรคสาม โจทก์ปลูกสร้างอาคารพิพาทในเขตตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่295ลงวันที่28พฤศจิกายน2515ข้อ74(2)หรือพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา24(1)โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนค่าขนย้ายหรือค่าเสียหายที่ไม่สามารถประกอบอาชีพจากจำเลยได้ โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนบางส่วนคือ0-1-26ไร่ที่ดินทางด้านทิศเหนือมีส่วนของที่ดินเหลืออยู่(ยาว)เพียง1.5วาอีกทั้งที่ดินส่วนที่เหลืออยู่นั้นก็มิได้ติดต่อเป็นผืนเดียวกันกับที่ดินแปลงอื่นของโจทก์ทำให้ไม่เหมาะสมที่จะใช้ประโยชน์ในที่ดินส่วนที่เหลืออีกต่อไปจำเลยจึงต้องเวนคืนที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ด้วยซึ่งราคาที่ดินตามที่ซื้อขายกันไร่ละ400,000บาทจำเลยจึงต้องจ่ายค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตามเนื้อที่ดินทั้งแปลงจำนวน240,000บาทจำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินส่วนที่เหลือสามารถใช้ทำประโยชน์ได้จำเลยไม่จำเป็นต้องเวนคืนในส่วนที่เหลือศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ4ว่าจำเลยจะต้องใช้ค่าทดแทนค่ารื้อถอนค่าขนย้ายและค่าเสียหายที่ไม่สามารถประกอบอาชีพตามปกติแก่โจทก์หรือไม่เพียงใดเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทรวมไว้แล้วว่าจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าเป็นที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ยาวเพียง1.5วาไม่เหมาะสมที่โจทก์จะใช้ประโยชน์และจำเลยต้องเวนคืนและจ่ายค่าทดแทนให้โจทก์หรือไม่ด้วย พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา20วรรคหนึ่งบัญญัติขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่เวนคืนทำการเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากเจ้าของเพราะที่ดินส่วนที่เหลือนั้นเหลืออยู่น้อยหรือมีสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้ทำประโยชน์ต่อไปโดยกำหนดให้เจ้าของที่ดินขอต่อเจ้าหน้าที่เวนคืนเสียก่อนเพื่อเจ้าหน้าที่เวนคืนจะได้พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวคดีนี้เมื่อเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้แนะนำให้โจทก์ไปร้องขอต่อเจ้าหน้าที่เวนคืนโจทก์หาได้ดำเนินการตามคำแนะนำไม่อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนในส่วนนี้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 13 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 24 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 36

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่14467 ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง (พนัสนิคม) จังหวัดชลบุรีเนื้อที่ 2 งาน 56 ตารางวา ซึ่งมีอาคารตึกแถว 2 ชั้น และอาคารโรงเก็บรถยนต์ปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2531จำเลยมอบให้นายช่างเขตการทางฉะเชิงเทรามีหนังสือแจ้งมายังโจทก์เพื่อจะเข้าครอบครองและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในเขตเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงจังหวัด สายชลบุรี - บ้านบึง - หนองซาก - ป่ายุบ - ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 331 - อำเภอแกลง ดอนบ้านบึง - หนองซาก - ป่ายุบ -ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 331 - อำเภอแกลง พ.ศ. 2521 ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2531 นายช่างแขวงการทางชลบุรีได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนจากสำนักงานวางทรัพย์ภูมิภาคที่ 2 เป็นเงิน 6,300 บาท

โจทก์ไม่ตกลงด้วยจึงยังไม่รับเงิน ทั้งการเวนคืนจำเลยมิได้กระทำภายในระยะเวลาที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ ใช้บังคับ จึงไม่อาจอ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มาใช้บังคับเงินคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ได้ การกำหนดค่าทดแทนยังไม่ถูกต้อง ขอให้พิพากษาเพิกถอนการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์หากเพิกถอนไม่ได้ให้จำเลยชดใช้ค่าทดแทนที่ดินเป็นเงิน 250,000 บาทค่าทดแทนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างค่าขนย้ายและค่าเสียหายเป็นเงิน1,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปีของต้นเงินค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์จะได้รับเพิ่มขึ้นจากเงินที่จำเลยนำไปวางไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2531จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2521 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงจังหวัดสายชลบุรี - บ้านบึง - หนองซาก - ป่ายุบ - ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข331 - อำเภอแกลง ตินบ้านบึง - หนองซาก - ป่ายุบ - ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 331 - อำเภอแกลง พ.ศ. 2521 ประกาศใช้ และต่อมาอธิบดีกรมทางหลวงได้กำหนดเขตทางหลวงที่จะเวนคืน ปรากฏว่าที่ดินของโจทก์อยู่ในแนวเขตทางหลวงที่ถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เนื้อที่ 1 งาน 26 ตารางวา อธิบดีกรมทางหลวงได้ให้เจ้าหน้าที่ออกสำรวจกำหนดแนวเขต กำหนดราคาสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว และได้ชดใช้เงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง พืชผลในที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเรียบร้อยแล้วแต่โจทก์ไม่พอใจค่าทดแทนที่ดินจึงไม่ยื่นคำร้องขอรังวัดและรับเงินจำนวนดังกล่าว

จำเลยกระทำการตามหน้าที่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนการเวนคืนดังกล่าวได้ โจทก์และสามีก่อสร้างอาคารตึกแถว2 ชั้นในแนวเขตทางหลวงดังกล่าว โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเขตทางหลวงที่ได้เวนคืนตามกฎหมายและมิได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงทราบเพื่อตรวจสอบแนวเขตก่อนทำการก่อสร้างไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้เงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างอาคารค่าขนย้ายสิ่งของ และค่าเสียหายที่ไม่สามารถประกอบอาชีพแก่โจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ ออกใช้บังคับ ค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน 1 งาน26 ตารางวา

จำนวน 6,300 บาท ชอบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ราคาค่าทดแทนเพิ่มอีก เนื่องจากที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 1 งาน 30 ตารางวา จำเลยจึงไม่ต้องเวนคืนที่ดินส่วนนั้นค่าก่อสร้างอาคารของโจทก์จำนวน 1,700,000 บาท ไม่ถูกต้องและเกินความจริง ค่าก่อสร้างอย่างมากไม่เกิน 50,000 บาททั้งได้ก่อสร้างมานานประมาณ 10 ปีแล้ว เมื่อหักค่าเสื่อมจะมีราคาไม่เกิน 20,000 บาท หากโจทก์ประกอบอาชีพก็คำนวณค่าเสียหายได้ไม่เกินวันละ 72 บาท เท่าอัตราแรงงานตามที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยตามกฎหมายในขณะเวนคืนให้คิดได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์เป็นเงิน 94,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 88,200 บาท ที่โจทก์จะได้รับเพิ่มขึ้นจากค่าทดแทนที่จำเลยนำไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์ภูมิภาคที่ 2 นับแต่วันที่21 กรกฎาคม 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ และ

จำเลย อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี ของต้นเงิน 88,200 บาท นับแต่วันที่13 กรกฎาคม 2531 เป็นต้นไปนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า จำเลยไม่ได้เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ภายในระยะเวลาที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ ใช้บังคับ จำเลยแจ้งการเวนคืนตามเอกสารหมาย จ.4 อันเป็นเวลาหลังจากที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ประกาศใช้บังคับแล้วจึงเกิน 4 ปี ตามมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจอ้างเอาอำนาจตามพระราชกฤษฎีกามาเวนคืนที่โจทก์ได้ เห็นว่าพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ ซึ่งประกาศใช้ในวันที่14 กรกฎาคม 2521 มีผลใช้บังคับในวันที่ 15 กรกฎาคม 2521 ตามเอกสารหมาย ล.2 และพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 78 และตามข้อ 79 ของประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว

บัญญัติเรื่อง พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงไว้ว่าให้ใช้ได้มีกำหนด 10 ปี แม้ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายนพ.ศ. 2515 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2530 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 7 ให้ยกเลิกความในส่วนที่ 3 การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างหรือขยายทางหลวงข้อ 63 ถึงข้อ 80 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 แล้วก็ตาม แต่มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างและประกาศกระทรวงคมนาคมกำหนดทางหลวงที่มีความจำเป็นต้องสร้างโดยเร่งด่วน ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน

พ.ศ. 2515 ให้คงใช้บังคับได้ตามอายุของพระราชกฤษฎีกานั้น และวรรคสองของมาตรานี้บัญญัติทำนองเดียวกันกับมาตรา 36 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ว่า การเวนคืนและการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงที่ได้ปฏิบัติไปแล้วก่อนวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นอันใช้ได้ แต่การดำเนินการต่อไป ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530ดังนั้น พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2531 ทั้งปรากฏว่าวันที่ 10 พฤษภาคม 2531จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่าจะเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน หรือดำเนินการใด

ๆ เกี่ยวกับกิจการที่จะต้องมีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างหรือขยายทางหลวงที่อยู่ในเขตตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ ตามเอกสารหมาย จ.4 และต่อมาวันที่13 กรกฎาคม 2531 จำเลยได้วางเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่14467 ต่อสำนักงานวางทรัพย์ภูมิภาคที่ 2 เพื่อให้โจทก์รับเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไปตามเอกสารหมาย จ.6 แผ่นที่ 2 เป็นการดำเนินการภายในอายุพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ จำเลยจึงมีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 14467 และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวในส่วนที่อยู่ในเขตตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 13 วรรคสองและวรรคสามโจทก์ฎีกาต่อไปว่า

ก่อนจะทำการปลูกสร้างอาคารพิพาทโจทก์ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่เวนคืนคือนายเทิดศักดิ์ เศรษฐิเวียงภูบาล ทราบแล้วจึงถือได้ว่าเป็นการอนุญาตให้ปลูกสร้างได้ ข้อนี้โจทก์นำสืบโดยมีแต่คำเบิกความลอย ๆของโจทก์และนายโชติสามีโจทก์ว่า โจทก์ปลูกอาคารพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของจำเลย ไม่มีพยานเอกสารสนับสนุนพยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ปลูกสร้างอาคารพิพาทในเขตตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2515ข้อ 74(2) หรือพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 24(1)

โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนค่าขนย้าย หรือค่าเสียหายที่ไม่สามารถประกอบอาชีพจากจำเลยได้โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่าที่ดินด้านทิศเหนือมีส่วนของที่ดินที่เหลือความยาวเพียง 1.5 วา มิได้ติดต่อเป็นผืนเดียวกับที่ดินแปลงอื่นของโจทก์ ทำให้รูปร่างของที่ดินไม่เหมาะสมที่จะใช้ประโยชน์จำเลยจึงต้องเวนคืนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ด้วย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 20ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้โจทก์ไม่ถูกต้อง ข้อนี้โจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้โดยอ้างว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้และโจทก์มิได้คัดค้าน ทั้งขณะพิพากษาคดีศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยไว้ ถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนบางส่วนคือ0-1-26 ไร่ ที่ดินทางด้านทิศเหนือมีส่วนของที่ดินเหลืออยู่(ยาว) เพียง 1.5 วา อีกทั้งที่ดินส่วนที่เหลืออยู่นั้นก็มิได้ติดต่อเป็นผืนเดียวกันกับที่ดินแปลงอื่นของโจทก์ทำให้ไม่เหมาะสมที่จะใช้ประโยชน์ในที่ดินส่วนที่เหลืออีกต่อไป จำเลยจึงต้องเวนคืนที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ด้วยซึ่งราคาที่ดินตามที่ซื้อขายกันไร่ละ 400,000 บาท จำเลยจึงต้องจ่ายค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตามเนื้อที่ดินทั้งแปลงจำนวน 250,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินส่วนที่เหลือสามารถใช้ทำประโยชน์ได้ จำเลยไม่จำเป็นต้องเวนคืนในส่วนที่เหลือ ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาท ข้อ 4 ว่า

จำเลยจะต้องใช้ค่าทดแทน ค่ารื้อถอน ค่าขนย้ายและค่าเสียหายที่ไม่สามารถประกอบอาชีพตามปกติแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นได้ว่า ศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทรวมไว้แล้วว่าจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่โจทก์ฟ้องอ้างว่า เป็นที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ยาวเพียง 1.5 วาไม่เหมาะสมที่โจทก์จะใช้ประโยชน์ และจำเลยต้องเวนคืนและจ่ายค่าทดแทนให้โจทก์หรือไม่ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบ ฎีกาโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1)พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 20 วรรคหนึ่ง

บัญญัติว่า ในกรณีที่ต้องเวนคืนที่ดินแปลงใดแต่เพียงบางส่วนถ้าเนื้อที่ดินส่วนที่เหลืออยู่นั้นน้อยกว่ายี่สิบห้าตารางวา หรือด้านหนึ่งด้านใดน้อยกว่าห้าวา และส่วนที่เหลืออยู่นั้นมิได้ติดต่อเป็นผืนเดียวกันกับที่ดินแปลงอื่นของเจ้าของเดียวกัน หากเจ้าของร้องขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือด้วยเห็นว่า กฎหมายมาตราดังกล่าวบัญญัติขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่เวนคืนทำการเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากเจ้าของเพราะที่ดินส่วนที่เหลือนั้นเหลืออยู่น้อยหรือมีสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้ทำประโยชน์ต่อไป โดยกำหนดให้เจ้าของที่ดินร้องขอต่อเจ้าหน้าที่เวนคืนเสียก่อนเพื่อเจ้าหน้าที่เวนคืนจะได้พิจารณาว่า กรณีต้องตามกฎหมายมาตราดังกล่าวหรือไม่ซึ่งตามทางนำสืบของโจทก์ก็ปรากฏว่าเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้แนะนำให้โจทก์ไปร้องขอต่อเจ้าหน้าที่เวนคืนต่อไปปรากฏตามเอกสารหมาย จ.10 แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการตามคำแนะนำดังกล่าว เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนในส่วนนี้

อนึ่ง การยกฟ้องโจทก์ในส่วนนี้เป็นการยกฟ้องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทจึงเห็นสมควร ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องใหม่พิพากษายืน และไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการร้องขอให้เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · สุทธิ นิชโรจน์ · ปราโมทย์ ชพานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 313/2567

การเรียกร้องค่าทดแทนเป็นสิทธิของเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อชดเชยความเสียหายอันที่เกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสี่ โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าทดแทนการใช้ที่ดินจาก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6712/2554

ในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เมื่อคณะรัฐมนตรีประกาศให้การเวนคืนเป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน หากเจ้าหน้าที่เวนคืนจัดให้มีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนในกรณีที่ตกลงกันได้หรือ วางเงินค่าทดแทนในกรณีที่ไม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2771/2548

คดีนี้โจทก์ขอให้จำเลยเวนคืนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนคราวก่อน แต่จำเลยไม่ดำเนินการจนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำคดีมาฟ้อง และหลังจากนั้นอีก 1 ปี จำเลยเพิ่งมาตกลงซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืน เนื้อที่ 21 ตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6398/2546

จำเลยที่ 1 ได้อนุมัติให้จัดซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนตามคำร้องขอของโจทก์แล้ว อันเป็นการจัดซื้อที่ดินตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง ซึ่งวรรคสองให้นำบทบัญญัติม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2546

ที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีเนื้อที่มากกว่า 25 ตารางวา และทั้งสามด้านของที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนไม่มีด้านใดยาวน้อยกว่า 5 วา จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนจัดซื้อที่ดิ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้