Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 808/2511

พ.ศ. 2511 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ซึ่งเป็นธนาคาร เป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนตามกฎหมายมีวัตถุประสงค์ประกอบการธนาคารพาณิชย์ มีประเพณีธนาคารคำนวณดอกเบี้ยทบต้น กรณีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 วรรคสอง โจทก์จึงย่อมคิดดอกเบี้ยทบต้นในจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมโดยวิธีเบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์ได้เมื่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยที่ 2 ที่ 3จึงสมบูรณ์ใช้บังคับได้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีของธนาคารโจทก์ โดยใช้เช็คเบิกเงินและรับเงินไปจากธนาคารโจทก์ ทั้งจำเลยได้เคยนำเงินเข้าบัญชีเป็นบางครั้งเอกสารการเงินนี้เป็นชุดและจำนวนมากด้วยกัน จะนำส่งในวันพิจารณาจำเลยค้างดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องอยู่เป็นเงินทั้งสิ้น 7,290.79 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ย จำเลยค้างอยู่ทั้งสิ้น 57,290.79 บาท คำฟ้องจึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แล้วจำเลยที่ 2 ที่ 3 อ้างในฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเงินที่ขายรถยนต์ที่เอามาเป็นประกันเงินที่จำเลยที่ 1กู้ยืมไปจากโจทก์มาฝากไว้กับธนาคารโจทก์เกินกว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ดังนี้ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2ที่ 3 ที่ว่าโจทก์เพิกเฉยต่อทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 นำมาประกันเงินกู้ของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์สินของตนพ้นจากการถูกบังคับชำระหนี้ไม่ชอบที่ศาลบังคับผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 นั้น จึงฟังไม่ขึ้น

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโดยวิธีเบิกเงินเกินบัญชีให้ไว้แก่โจทก์จำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในระบบดอกเบี้ยทบต้น กำหนดส่งต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ 6 เดือนนับแต่วันทำสัญญา จำเลยใช้เช็คเบิกและรับเงินไปเป็นจำนวนตามที่โจทก์จะส่งศาลในวันพิจารณาเมื่อครบกำหนดสัญญา โจทก์จำเลยตกลงต่อสัญญาอีก 6 เดือน โดยถือสัญญาเดิม ครบกำหนดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2507 จำเลยนำรถยนต์โดยสารเข้ามาค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันรวมต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้าง 57,290.79 บาท ขอศาลพิพากษาให้จำเลยร่วมกันใช้ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในระบบดอกเบี้ยทบต้นนับแต่วันฟ้องจำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่ได้กู้เงินโจทก์

ได้ลงชื่อให้โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ผู้อื่น ฯลฯจำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 จริง แต่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นโมฆะฟ้องเคลือบคลุม ฯลฯศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 นับแต่วันฟ้อง ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ในเงิน 50,000 บาท จำเลยที่ 2 ที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่าที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกาว่าสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์จำเลยเป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ เพราะโจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าบริษัทธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยาจำกัดโจทก์จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมีวัตถุประสงค์ประกอบการธนาคารพาณิชย์ และฟังข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีประเพณีธนาคารคำนวณดอกเบี้ยทบต้น กรณีเช่นนี้ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 วรรค 2 การกระทำดังกล่าวของโจทก์หาเป็นการฝ่าฝืนบทกฎหมายที่โจทก์ฎีกานั้นไม่ สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 สมบูรณ์ใช้บังคับได้ส่วนที่จำเลยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า กรณีนี้ธนาคารโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีของธนาคารโจทก์โดยใช้เช็คเบิกเงินและรับเงินไปจากธนาคารโจทก์ ทั้งจำเลยได้เคยนำเงินเข้าบัญชีเป็นบางครั้ง เอกสารการเงินนี้เป็นชุดและจำนวนมากด้วยกัน

โจทก์จะนำส่งในวันพิจารณา โจทก์กล่าวในฟ้องด้วยว่าจำเลยค้างดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องอยู่เป็นเงินทั้งสิ้น7,290.79 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำเลยค้างอยู่ทั้งสิ้น 57,290.79 บาท ดังรายละเอียดซึ่งยกขึ้นกล่าวแล้วข้างต้น คำฟ้องจึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แล้วจำเลยฎีกาว่า โจทก์เพิกเฉยต่อทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 นำมาค้ำประกันเงินกู้ของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์สินของตนพ้นจากการถูกบังคับชำระหนี้ จึงไม่ชอบที่ศาลบังคับผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า จำเลยอ้างในฎีกาว่าจำเลยที่ 1 นำเงินที่ขายรถยนต์ไปฝากธนาคารโจทก์เกินกว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้นเพราะเป็นการขายรถยนต์มาชำระหนี้มิใช่เป็นการโอนให้หลุดพ้นจากการชำระหนี้ จะถือว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตยังไม่ชอบพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไฉน บุญยก · มณี ชุติวงศ์ · โกวิท ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้