คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗มาตรา ๓(๑)(๒)(๓)
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยเป็นผู้ออกเช็คตามฟ้องลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๔ โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๔ ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินและโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานของโจทก์เองว่าในวันที่จำเลยออกเช็คคือวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๔ จำเลยไม่มีเงินในบัญชีเลยหรือมีเงินจำนวนน้อยกว่าที่สั่งจ่ายในเช็ค
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า การที่โจทก์ถามค้านตัวจำเลยจนจำเลยเบิกความยอมรับว่า ในวันออกเช็คจำเลยไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คนั้น จะถือว่าโจทก์ได้นำสืบถึงความข้อนี้แล้วหรือไม่ ดังนี้ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๔ อันเป็นวันที่จำเลยออกเช็ค จำเลยไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญขององค์ประกอบความผิดตามฟ้อง ซึ่งเกิดจากการที่จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ ไม่ได้เกิดจากการนำสืบของโจทก์ ไม่พอฟังลงโทษจำเลย ถือไม่ได้ว่าโจทก์นำสืบแล้วถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเพราะในการพิจารณาคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.