Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ทนายจำเลยขอส่งตัวจำเลยไปตรวจจิตที่โรงพยาบาล โจทก์แถลงว่ากรณีไม่เข้าเหตุตาม ป.วิ.อ. มาตรา 14 ศาลชั้นต้นเห็นว่าในระหว่างการสอบสวนและพิจารณาจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้ เหตุที่ทนายจำเลยขอส่งตัวจำเลยไปตรวจจิตที่โรงพยาบาลนั้นไม่เข้าเหตุตาม ป.วิ.อ. มาตรา 14 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นชี้ขาดว่า จำเลยสามารถต่อสู้คดีได้และจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยกับผู้ตายซึ่งเป็นบิดาของจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ทั้งไม่มีมูลเหตุใดอันเป็นเรื่องรุนแรงพอที่จะทำให้จำเลยต้องฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูจำเลยมาโดยตลอด จึงน่าเชื่อว่าจำเลยมีความผิดปกติในความคิดและการรับรู้ แม้ยังไม่เป็นการชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง แต่การที่จำเลยเกิดความหวาดกลัวว่าจะมีคนมาทำร้ายและหลังเกิดเหตุจำเลยวิ่งหลบหนีไปนั้น แสดงว่าจำเลยมีอาการผิดปกติทางจิตใจหรือจิตบกพร่อง แต่ก็เชื่อได้ว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ตาม ป.อ. มาตรา 65 วรรคสอง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (1) ลงโทษประหารชีวิต ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิตนอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยได้ใช้ท่อนไม้เป็นอาวุธตีทำร้ายนายแอ้ ยศตุ้ย บิดาของจำเลยโดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้นายแอ้ถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยได้ยกเหตุว่าจำเลยเป็นบุคคลวิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีขึ้นกล่าวอ้างในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามบัญชีพยานของจำเลยฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2543 อันดับที่ 4 และที่ 5 และบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยอ้างผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชกับแพทย์ทางจิตเวช และหลังจากจำเลยสืบพยานไปแล้วทนายจำเลยแถลงขอให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชมาวิเคราะห์จำเลยว่ามีอาการทางจิตหรือไม่ เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้คดีของจำเลย ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2543 และทนายจำเลยแถลงในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 ว่า

"ตามที่ได้รับหมายเรียกจากศาลไปให้แพทย์หญิงรุ่งแสง กนกวุฒิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชประจำโรงพยาบาลพุทธชินราชนั้น แพทย์หญิงรุ่งแสงประสงค์ที่จะขอให้นำตัวจำเลยไปตรวจจิตที่โรงพยาบาลพุทธชินราช" แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ยกเหตุว่าจำเลยเป็นบุคคลวิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีขึ้นกล่าวอ้างในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นไม่รับวินิจฉัยให้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังขึ้น

อนึ่งเพื่อความรวมเร็วในการพิจารณาคดีศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยก่อน

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 ทนายจำเลยขอส่งตัวจำเลยไปตรวจจิตที่โรงพยาบาลพุทธชินราชนั้น และโจทก์แถลงว่ากรณีไม่เข้าเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 14 ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ในระหว่างการสอบสวนและพิจารณาจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้ เหตุที่ทนายจำเลยขอส่งตัวจำเลยไปตรวจจิตที่โรงพยาบาลพุทธชินราชนั้น ไม่เข้าเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 14 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นชี้ขาดว่าจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้และจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปว่า จำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่องหรือไม่

เห็นว่า นายวิสุทธิ์ ยศตุ้ย น้องชายจำเลย นางดวงรัตน์ ชื่นทิม ที่สาวจำเลย และนางคำใส ยศตุ้ย มารดาจำเลยพยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยในทำนองเดียวกันว่า จำเลยมีอากาทางประสาท และเห็นจำเลยโวยวายว่าจะมีผู้อื่นมาฆ่าจำเลย บิดาและมารดาจำเลยเคยนำจำเลยไปรักษาอาการทางประสาทที่โรงพยาบาลจังหวัดเชียงใหม่ แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาลจำเลยวิ่งหนีไม่ยอมเข้าไปรักษา และก่อนเกิดเหตุ 2 เดือน จำเลยมีอาการคลุ้มคลั่งกลัวคนอื่นจะมาฆ่า ในวันเกิดเหตุนายวิสุทธิ์ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของจำเลยว่ากลัวคนจะมาฆ่า หลังเกิดเหตุจำเลยวิ่งหลบหนีไป ประกอบกับนายวิสุทธิ์และนางดวงรัตน์ให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.2 และ

จ.3 ว่าเห็นจำเลยยืนถือไม้หน้าสามยืนอยู่ข้างเปลที่ผู้ตายนอนและมีเลือดไหลออกจากจมูกของผู้ตายพร้อมกับตะโกนว่าจำเลยฆ่าผู้ตาย และก่อนเกิดเหตุ 2 เดือน จำเลยมีอาการเกิดความกลัวหวาดระแวงว่าจะมีคนมาทำร้าย ซึ่งคำให้การชั้นสอบสวนของนายวิสุทธิ์และนางด้วงรัตน์ให้การต่อพนักงานสอบสวน หลังเกิดเหตุเพียง 5 วัน ตามพฤติการณ์เชื่อได้ว่านายวิสุทธิ์และนางดวงรัตน์ให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยความสัตย์จริง ไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองเพื่อช่วยเหลือจำเลย เชื่อว่าได้ให้การไปตามความจริงที่ได้รู้ได้เห็น พนักงานสอบสวนจึงได้บันทึกและให้พยานลงชื่อไว้ การที่พยานโจทก์ดังกล่าวตอบคำถามค้านของทนายจำเลยจึงไม่เป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยแต่อย่างใด

ดังนั้นข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมาฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ฆ่าผู้ตายและจำเลยมีอาการทางประสาทเกิดความกลัว หวาดระแวงว่าจะมีคนมาทำร้าย และตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยกับผู้ตายซึ่งเป็นบิดาของจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ทั้งไม่มีมูลเหตุใดอันเป็นเรื่องรุนแรงพอที่จะทำให้จำเลยต้องฆ่าผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูจำเลยมาโดยตลอด จึงน่าเชื่อว่าจำเลยมีความผิดปกติในความคิดและการรับรู้ แม้ข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้ยังไม่เป็นการชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่องแต่การที่จำเลยเกิดความหวาดกลัวว่าจะมีคนมาทำร้ายและหลังเกิดเหตุจำเลยวิ่งหลบหนีไปนั้น แสดงว่าจำเลยมีอาการผิดปกติทางจิตใจหรือจิตบกพร่อง แต่ก็เชื่อได้ว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาในประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (1) ประกอบมาตรา 65 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พีรพล จันทร์สว่าง · สมชาย จึงประเสริฐ · บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2470/2534

ผู้ร้องแม้จะเป็นมารดาจำเลยและจำเลยจะเป็นผู้วิกลจริตไม่สามารถต่อสู้คดีจริงหรือไม่ก็ตาม เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดี และมิได้อยู่ในฐานะเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาควา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2594/2542

ข้อเท็จจริงหรือเหตุที่ทำให้ศาลเชื่อหรือสงสัยว่าจำเลย เป็นผู้วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ อาจเป็นเพราะศาลสังเกต เห็นจากอากัปกิริยาของจำเลยเอง หรือมีผู้เสนอข้อเท็จจริง ให้ศาลทราบก็ได้ ในวันที่พนักงา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 426/2540

ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งห้าแม้เรียงกระทงลงโทษแล้วก็คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งห้าและหากจะฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นการกระทำทารุณโหดร้ายต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา289(5)ก็ตามศาลฎีกาก็ไม่อาจจะวินิจฉัยเปล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 147/2538

ผู้เสียหายเบิกความเป็นขั้นตอนเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผลโอกาสที่ผู้เสียหายจะจำจำเลยที่2และที่3ได้มีอยู่มากและการที่ผู้เสียหายตรงเข้าชกจำเลยที่2และที่3ด้วยความโกรธในทันทีที่พบกันตอนชี้ตัวย่อมแสดงให้เห็นว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1292/2537

การที่พวกของจำเลยขับรถยนต์ชนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ ส.ขับโดยมีโจทก์ร่วมนั่งซ้อนท้ายเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ล้มลงแล้วพวกของจำเลยทั้งสองจึงหยุดรถแล้วลงไปใช้เหล็กท่อนเป็นอาวุธทำร้ายร่างกาย ส. และโจทก์ร่วม เ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้