Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8115/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 9 ระบุให้ทรัพย์สินของโรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินจะต้องเป็นโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและต้องใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้น แม้โจทก์เป็นองค์กรแห่งศาสนาคริสต์ มีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการสอนศาสนา การศึกษา การช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาหรือทางสังคมให้ได้รับการศึกษาและโรงเรียนของโจทก์มีการบริหารโดยบาทหลวงหรือนักบวช สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นคราว ๆ ไป แต่โรงเรียนของโจทก์ก็ยังคงได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล และมีการเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนตามอัตราที่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯ ตลอดมา นอกจากนี้ยังมีการเก็บค่าธรรมเนียมอื่น ๆ อีกหลายอย่างเช่นเดียวกับโรงเรียนเอกชนทั่ว ๆ ไป ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ดังกล่าวล้วนเป็นรายได้ที่สำคัญของโรงเรียนซึ่งบางปีมีเงินเหลือส่งให้โจทก์ หากโรงเรียนของโจทก์มิได้กระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลแล้ว ก็ไม่น่าจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จากนักเรียน หรือหากจะเก็บก็ควรให้เป็นเรื่องของความสมัครใจบริจาค อันจะแสดงให้เห็นว่าทางโจทก์มิได้หวังเป็นผลกำไรส่วนบุคคล แต่ต้องการส่งเสริมการศึกษาสาธารณะช่วยเหลือนักเรียนที่ยากจนให้ได้เรียนหนังสือได้ โดยมิต้องเสียค่าธรรมเนียมการเรียนหรือเสียเพียงเล็กน้อยตามฐานะเพื่อเป็นสาธารณกุศล ดังนั้น การที่โรงเรียนของโจทก์ยังคงเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนจากนักเรียนในจำนวนที่แน่นอนตามที่กำหนดไว้ ทั้งยังเก็บค่าธรรมเนียมอื่น ๆ อีกหลายอย่างย่อมเป็นข้อชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโรงเรียนของโจทก์เป็นโรงเรียนเอกชนที่กระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล โรงเรียนและที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและใช้เฉพาะในการศึกษาอันไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 9 (3)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 ถึง 2543 ของจำเลยที่ 1 ที่ประเมินเรียกเก็บต่อโจทก์หรือโรงเรียนมารดานฤมลตามใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 1 เลขที่ 48 ถึง 56 จำนวน 9 ฉบับ ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2543 และเพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์หรือโรงเรียนมารดานฤมล ตามใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 (ภ.ร.ด. 11) เล่มที่ 1 เลขที่ 10 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2544 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมทั้งเงินเพิ่มจำนวน 6,547,128 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระแก่จำเลยทั้งสอง (วันที่ 9 สิงหาคม 2544) จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 ถึง 2543 ตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 1 เลขที่ 48 ถึง 56 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2543 และหนังสือใบแจ้งคำชี้แจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 (ภ.ร.ด. 11) เล่มที่ 1 เลขที่ 10 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2544 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 6,547,128 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 (9 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า โรงเรียนมารดานฤมลของโจทก์อยู่ในข่ายที่จะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้นได้แก่ทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ซึ่งบัญญัติว่า ทรัพย์สินดังต่อไปนี้ท่านให้ยกเว้นจากบทบัญญัติแห่งภาคนี้... (3) ทรัพย์สินของโรงพยาบาลสาธารณะและโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และใช้เฉพาะในการรักษาพยาบาลและในการศึกษา... ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าทรัพย์สินของโรงเรียนที่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินจะต้องเป็นโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและต้องใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้น

แม้โจทก์เป็นองค์กรแห่งศาสนาคริสต์มีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการสอนศาสนา การศึกษา การช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาหรือทางสังคมให้ได้รับการศึกษา และโรงเรียนมารดานฤมลของโจทก์มีการบริหารโดยบาทหลวงหรือนักบวช สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นคราว ๆ ไปก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความของบาทหลวงสนัดพยานโจทก์ว่าโรงเรียนมารดานฤมลได้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนจากนักเรียนตามอัตราที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 และค่าธรรมเนียมอื่นอันได้แก่ ค่าอุปกรณ์ ค่าอาหาร ค่าซักฟอกอนุบาล ค่าบำรุงสมาชิกยุวกาชาด เนตรนารี หนังสือ สมุด ค่าประกันอุบัติเหตุและค่าเรียนคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในอัตราร้อยละ 40 ของจำนวนนักเรียน ซึ่งมีนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษา 2,794 คน

เงินที่ได้รับมาทั้งหมดนำไปใช้ในกิจการของโรงเรียน จ้างครูมาสอนพัฒนาขยายโรงเรียน หากปีใดไม่ต้องซ่อมแซมหรือสร้างอาคารและมีเงินเหลือก็จะส่งให้โจทก์ จะเห็นได้ว่าโรงเรียนมารดานฤมลของโจทก์ได้รับเงินอุดหนุนจากทางรัฐบาล และมีการเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนตามอัตราที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ตลอดมา นอกจากนี้ยังมีการเก็บค่าธรรมเนียมอื่น ๆ อีกหลายอย่างเช่นเดียวกับโรงเรียนเอกชนทั่ว ๆ ไป ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ดังกล่าวล้วนเป็นรายได้ที่สำคัญของโรงเรียนมารดานฤมล ซึ่งบางปีมีเงินเหลือส่งให้โจทก์ หากโรงเรียนมารดานฤมลมิได้กระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลแล้ว ก็ไม่น่าจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมต่าง

ๆ จากนักเรียนหรือหากจะเก็บก็ควรให้เป็นเรื่องของความสมัครใจบริจาคอันจะแสดงให้เห็นว่าทางโจทก์มิได้หวังเป็นผลกำไรส่วนบุคคลแต่ต้องการส่งเสริมการศึกษาสาธารณะช่วยเหลือนักเรียนที่ยากจนให้ได้เรียนหนังสือได้โดยมิต้องเสียค่าธรรมเนียมการเรียนหรือเสียเพียงเล็กน้อยตามฐานะเพื่อเป็นสาธารณกุศล ส่วนการที่โรงเรียนมารดานฤมลมีการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนยากจนจำนวนหลายทุนในแต่ละปีการศึกษาเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้แก่เยาวชนได้รับการศึกษาโดยไม่จำกัดชนชั้น เชื้อชาติ ศาสนานั้น เป็นการปฏิบัติตามปกติที่โรงเรียนเอกชนทั่วไปก็มีการมอบทุนให้เช่นกัน ดังนั้น การที่โรงเรียนมารดานฤมลยังคงเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนจากนักเรียนในจำนวนที่แน่นอนตามที่กำหนดใว้ทั้งยังเก็บค่าธรรมเนียมอื่น

ๆ อีกหลายอย่างตามที่บาทหลวงสนัดเบิกความมานั้น ย่อมเป็นข้อชี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโรงเรียนมารดานฤมลของโจทก์ เป็นโรงเรียนเอกชนที่กระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล โรงเรือนและที่ดินดังกล่าวจึงไม่ไช่ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและใช้เฉพาะในการศึกษาอันไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (3) ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโรงเรียนมารดานฤมลเป็นโรงเรียนสาธารณะไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปว่า การที่จำเลยที่ 1 กำหนดค่ารายปีและประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโจทก์มีกำหนด 9 ปี

นับแต่ปีภาษี 2535 ถึง 2543 โดยกำหนดค่ารายปีปีละ 5,290,608 บาท และค่าภาษีปีละ 661,326 บาท เท่ากันทุกปีถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโรงเรียนมารดานฤมลของโจทก์เคยเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2534 โดยชำระค่าภาษีจำนวน 11,250 บาท ตามสำเนาใบเสร็จภาษีโรงเรือนและที่ดิน เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 7 ซึ่งสามารถคำนวณเป็นค่ารายปีได้จำนวน 90,000 บาท ย่อมรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าถูกต้อง เว้นแต่มีพฤติการณ์หรือเหตุผลพิเศษที่เปลี่ยนแปลงไป คงได้ความจากคำเบิกความของนางพรรณีพยานจำเลยที่ 1 เพียงว่า การคำนวณค่ารายปีประจำปีภาษี 2535 และ 2536 จำเลยที่ 1 ได้ใช้หลักเกณฑ์กำหนดค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรของสุขาภิบาลบางวัวที่ได้กำหนดขึ้นเมื่อปี 2537 จะเห็นได้ว่าเป็นการนำหลักเกณฑ์กำหนดค่าเช่ามาตรฐานกลางซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นในภายหลังที่มีอัตราที่สูงมากมาใช้เป็นเกณฑ์กำหนดค่ารายปีในปีภาษี 2535 และ 2536 ซึ่งเป็นภาษีที่เกิดขึ้นก่อนแล้วย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และไม่ถูกต้อง

ส่วนการกำหนดค่ารายปีประจำปีภาษี 2537 ถึง 2543 นั้น เป็นการนำหลักเกณฑ์กำหนดค่าเช่ามาตรฐานกลางดังกล่าวแต่เพียงอย่างเดียวมาเป็นเกณฑ์ในการประเมินโดยที่จำเลยที่ 1 มิได้นำค่ารายปีภาษี 2534 ซึ่งเป็นปีที่ล่วงมาแล้วมาเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษีในปีภาษี 2535 ถึง 2543 ซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมาตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 ประกอบกับ จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ชัดถึงเหตุที่ต้องประเมินค่ารายปีเพิ่มจากปีละ 90,000 บาท หลายเท่าตัวเป็นปีละ 5,290,608 บาท อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าค่ารายปีประจำปีภาษี 2534 ต่ำไปหรือไม่เหมาะสมอย่างไร มีพฤติการณ์หรือเหตุผลพิเศษอย่างไร หรือโรงเรียนมารดานฤมลได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะเพิ่มขึ้นมากจนกระทั่งมีเหตุอันสมควรที่จำเลยที่ 1 จะกำหนดค่ารายปีเพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษ

ดังนั้น การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของคณะเทศมนตรีตำบลบางวัวจำเลยที่ 2 จึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อโจทก์มีภาระหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดค่ารายปีประจำปีภาษี 2535 ถึง 2543 โดยให้ถือเอาค่ารายปีของปีภาษี 2534 ซึ่งเป็นปีที่ล่วงมาแล้ว โดยทั้งโจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งและฟังเป็นยุติแล้วเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษีปีต่อมา ฉะนั้น โจทก์ต้องชำระภาษีประจำปีภาษี 2535 ถึง 2543 แต่ละปีเท่ากับค่าภาษีปี 2534 คือปีละ 11,250 บาท รวม 9 ปี เป็นค่าภาษี 101,250 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย แต่โจทก์ชำระให้จำเลยที่ 1 ไปแล้วจำนวน 6,547,128 บาท

จำเลยที่ 1 ต้องคืนภาษีส่วนที่โจทก์ชำระเกินไปให้แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษานี้ ถ้าไม่คืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ตามมาตรา 39 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ส่วนที่โจทก์แก้อุทธรณ์อ้างว่าโรงเรียนมารดานฤมลมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตเทศบาลตำบลบางวัวบางส่วนอยู่นอกเขตเทศบาลตำบลบางวัวนั้น เห็นว่า เมื่อปี 2542 มีการเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลบางวัวมาเป็นเทศบาลตำบลบางวัว โดยกำหนดเขตพื้นที่ของเทศบาลตำบลบางวัวเท่ากับเขตพื้นที่ของสุขาภิบาลบางวัวตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล

พ.ศ.2542 มาตรา 4 ดังนั้น การที่โรงเรียนมารดานฤมลเคยยื่นเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2534 โดยใบเสร็จรับเงินค่าภาษีระบุว่าโรงเรียนตั้งอยู่เลขที่ 45 หมู่ที่ 12 ตำบลบางวัว และใบอนุญาตให้เป็นเจ้าของจัดตั้งโรงเรียนมารดานฤมลตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 7 และ จ.3 แผ่นที่ 4 ต่างระบุว่าตั้งอยู่ที่ตำบลบางวัว ย่อมเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดว่าโรงเรียนมารดานฤมลตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลบางวัว โรงเรียนมารดานฤมลจึงต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่เทศบาลตำบลบางวัวดังที่วินิจฉัยมาแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่าให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 ถึง 2543 ปีละ 11,250 บาท รวมเป็นเงิน 101,250 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย แต่โจทก์ชำระให้จำเลยที่ 1 ไปแล้ว 6,547,128 บาท จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินส่วนที่โจทก์ชำระเกินไปแก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษานี้ ถ้าไม่คืนในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันครบกำหนดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ · วิชัย ชื่นชมพูนุท · โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8941/2560

โรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (3) จะต้องเป็นโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และต้องใช้ในการศึกษาเท่านั้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5430/2557

โจทก์ฟ้องขอคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยอ้างว่า ท่าเทียบเรือบี 3 เป็นทรัพย์สินของ กทท. ที่ใช้ในกิจการสาธารณะโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในภา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4069/2557

โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ชอบเนื่องจากโรงเรือนที่โจทก์ต้องเสียภาษีมีตามจำนวนที่แจ้งไว้ในปีภาษี 2545 และปีภาษี 2546 เท่านั้น ส่วนโรงเรือนอื่นในพื้นที่ของโจทก์ไม่ได้ใช้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13854/2556

จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดให้โจทก์เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน 709,532.42 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โดยปรับลดลง 1,704,192.58 บาท คำชี้ขาดจึงเป็นไปตามคำร้องข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5987/2552

การดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ได้รับสัมปทานจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเกี่ยวเนื่องกับระบบการขนส่งสินค้ากล่องเชื่อมต่อกับท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง เพื่อสนับสนุนกิจการนำเข้าและส่งออก โดยผู้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้