Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8131/2561

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างกับ A โดยมีข้อสัญญาระบุว่าจำเลยที่ 1 จะต้องจัดหาหลักทรัพย์ประกันการปฏิบัติงานโดยหนังสือค้ำประกันต้องเป็นแบบไม่มีเงื่อนไขและแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ โดยมีรูปแบบและเนื้อหาตามที่กำหนดและต้องจัดทำโดยธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก A หนังสือค้ำประกันที่ A กำหนดให้จำเลยที่ 1 จัดหามาให้นั้นต้องมีข้อความสำคัญระบุว่า เมื่อธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันได้รับหนังสือเรียกร้องจาก A ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทันที อันเป็นการที่ต้องชำระเงินเพียงเพราะได้รับหนังสือเรียกร้องดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่จำต้องตรวจสอบว่า จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจริงหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะมีข้อโต้แย้งหรือไม่ ธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันก็ไม่อาจปฏิเสธการจ่ายเงินดังกล่าวได้เนื่องจากมีข้อความตอนต้นว่า ธนาคารตกลงรับรองและรับประกันต่อ A อย่างไม่มีเงื่อนไขและปราศจากสิทธิในการแก้ต่างหรือฟ้องแย้งใด ไม่ว่าในนามของธนาคารหรือจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้อความแสดงถึงการสละสิทธิในการต่อสู้คัดค้านหรือโต้แย้ง และการที่ A กำหนดรายละเอียดของหนังสือค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 ต้องจัดหามาให้ A โดยธนาคาร ส. สาขาโดฮา สามารถออกหนังสือค้ำประกันที่มีรายละเอียดดังกล่าวได้และจำเลยที่ 1 ทำคำขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันโดยมีข้อความที่รับกับข้อความตามหนังสือค้ำประกันที่ A ต้องการดังกล่าว รวมทั้งการที่หนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานที่โจทก์ออกไปตามข้อความที่ A ต้องการ แสดงว่าการที่ผู้ว่าจ้างต้องการหนังสือค้ำประกันที่มีข้อความเช่นนี้และการที่ธนาคาร ส. สาขาโดฮา สามารถออกหนังสือค้ำประกันเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันเป็นปกติของสถาบันการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้เจ้าของงานหรือผู้ว่าจ้างได้รับหลักประกันของสถาบันการเงินที่มั่นคง และเรียกร้องให้ชำระเงินได้รวดเร็วเพื่อแก้ปัญหาผู้รับจ้างปฏิบัติผิดสัญญาได้โดยเร็ว โดยไม่จำต้องเรียกร้องหรือฟ้องร้องเอาแก่ผู้รับจ้างและธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกัน ส่วนปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างก็สามารถว่ากล่าวกันต่างหากได้ ข้อตกลงนี้แม้จะมีลักษณะที่ธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันถูกเรียกร้องให้ชำระเงินได้ง่ายซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องค้ำประกัน แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ห้ามทำข้อตกลงเกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันของธนาคารในลักษณะดังกล่าวและไม่เป็นการพ้นวิสัย เมื่อโจทก์จะต้องออกหนังสือค้ำประกันตามคำขอของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีข้อความว่าโจทก์ต้องชำระตามหนังสือค้ำประกันเมื่อได้รับหนังสือเรียกร้องให้ชำระเงินจากธนาคาร ส. ในประเทศไทยโดยไม่มีสิทธิคัดค้านไม่ว่าด้วยประการใด โจทก์จึงกำหนดข้อสัญญาในคำขอของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันที่ระบุถึงการยอมให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบก่อน และจำเลยที่ 1 สละสิทธิที่จะทักท้วงการจ่ายเงินของโจทก์ ทั้งจะต้องชดใช้เงินที่โจทก์ชำระไปดังกล่าวแก่โจทก์ด้วยเงื่อนไขในการที่โจทก์ต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันนั้นพิจารณาเฉพาะการได้รับหนังสือเรียกร้องเท่านั้น ไม่ต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเพราะปฏิบัติผิดสัญญาต่อผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้างหรือไม่ จึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และของจำเลยที่ 2 ด้วย โจทก์จึงเป็นทั้งเจ้าหนี้สามัญผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้และเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำนองด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องโดยใช้สิทธิทั้งสองประการดังกล่าวและมีคำขอท้ายฟ้องว่า หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับจำนองที่ดินรวมตลอดถึงทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน อันเป็นการฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องเต็มตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินจำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ย และให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จึงชอบแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 114,699,533.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 106,590,032.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกัน 100,916,489.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไป และร่วมกันชำระหนี้ตามบัญชีกระแสรายวัน 5,336,616.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41993 และ 41994 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยและให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษากลับ ยกฟ้องจำเลยทั้งห้า แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ในเรื่องค่าธรรมเนียมตามหนังสือค้ำประกันภายในกำหนดอายุความ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 รวม 40,000 บาท กำหนดค่าทนายความในศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 5,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย พ.ศ.2536 และเป็นสถานบันการเงิน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับเหมาช่วงงานระบบอิเล็กทรอนิกส์โรงซ่อมบำรุงเครื่องบิน เอ และ บี ท่าอากาศยานนานาชาติโดฮาแห่งใหม่ รัฐกาตาร์ จากกิจการร่วมค้า แอคเตอร์ เอส.เอ./อัล ดาร์วิช เอ็นจิเนียริ่ง ดับเบิลยู.แอล.แอล./คอสตรูชั่นนี ซิโมไล อาร์มานโด เอสพีเอ/กิจการร่วมค้า ไซบาร์โก มหาชน (Aktor S.A./AL Darwish Engineering W.L.L./Costruzioni Cimolai Armando Spa/Cybarco

Plc Joint Venture) หรือ เอดีซีซี เจวี (ADCC JV) และเอดีซีซี เจวี ต้องการหนังสือค้ำประกันของธนาคารสากลที่มีสำนักงานสาขาในรัฐกาตาร์ ในที่สุดจำเลยที่ 1 จะให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา ในรัฐกาตาร์เป็นผู้ออกหนังสือค้ำประกันโดยติดต่อผ่านทางโจทก์และธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) โดยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันในนามของโจทก์ไปยังธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นการค้ำประกันในการที่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ติดต่อดำเนินการให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานและหนังสือค้ำประกันการรับเงินค่างานล่วงหน้าตามสัญญารับเหมาช่วงดังกล่าวรวม 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 11,999,720 ริยัลกาตาร์ และโจทก์ได้ออกหนังสือค้ำประกัน 2 ฉบับ ตามคำขอของจำเลยที่ 1 ให้แก่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)

จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันในการที่ธนาคารแสตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานและหนังสือค้ำประกันการรับเงินล่วงหน้าของจำเลยที่ 1 ให้แก่เอดีซีซี เจวี และเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2551 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ โดยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2551 จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกัน 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 12,000,000 ริยัลกาตาร์ วันที่ 9 เมษายน 2551 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 12,000,000 ริยัลกาตาร์ และจำเลยที่ 3 กับที่ 4 ร่วมกันทำสัญญาค้ำประกัน 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 12,000,000 ริยัลกาตาร์ เพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 41993 และ 41994 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวงเงิน 44,190,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2554 ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) แจ้งทาง SWIFT ถึงโจทก์ว่าธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาที่ธนาคารดังกล่าวออกให้แก่เอดีซีซี เจวี เนื่องจากเอดีซีซี เจวี ใช้สิทธิเรียกร้องตามหนังสือค้ำประกัน และต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2554 โจทก์ได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์ให้แก่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) จำนวน 3,301,160.94 ดอลลาร์สหรัฐ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ กับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่เป็นปัญหาเดียวกัน และเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไปว่า ข้อตกลงในการที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันซึ่งให้จำเลยที่ 1 ตกลงสละสิทธิหรือคัดค้านการจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่ และจำเลยทั้งห้าต้องรับผิดในหนี้ตามหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพหรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น และในวรรคสาม (1) และ (2)

บัญญัติให้ข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนวรรคสี่บัญญัติว่า ในการพิจารณาข้อตกลงที่ทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งตามวรรคสามจะเป็นการได้เปรียบเกินสมควรหรือไม่ ให้นำมาตรา 10 มาใช้โดยอนุโลม ส่วนข้อสัญญาตามคำขอของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างระหว่างเอดีซีซี เจวี กับจำเลยที่ 1 ไปยังธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ไปยังเอดีซีซี

เจวี ซึ่งเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่โจทก์จัดทำและให้จำเลยที่ 1 ลงนามนั้นมีข้อความในข้อ 3 ระบุถึงกรณีที่โจทก์ถูกเรียกร้องให้รับผิดชดใช้เงินตามภาระภายใต้หนังสือค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ชำระเงินตามที่ถูกเรียกร้องได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบก่อน หรือไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 ก่อน รวมทั้งจำเลยที่ 1 สละสิทธิที่จะทักท้วงคัดค้านการจ่ายเงินของโจทก์ แม้ว่าจำเลยที่ 1 หรือโจทก์จะมีข้อต่อสู้ที่จะยกขึ้นต่อสู้เกี่ยวกับความไม่สมบูรณ์ของหน้าที่เอกสารความรับผิดตามสัญญา หรือข้อต่อสู้อื่นใดก็ตาม และหากโจทก์จ่ายเงินไปแทนจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ตกลงที่จะชดใช้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนในทันทีที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ ข้อสัญญาดังกล่าวนี้เมื่อพิจารณาประกอบกับหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ออกให้แก่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)

จำกัด (มหาชน) เห็นได้ว่า เมื่อโจทก์จะต้องออกหนังสือค้ำประกันตามคำขอของจำเลยที่ 1 ซึ่งจะมีข้อความว่า โจทก์ต้องชำระตามหนังสือค้ำประกันเมื่อได้รับหนังสือเรียกร้องให้ชำระเงินจากธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) โดยไม่มีสิทธิคัดค้านไม่ว่าด้วยประการใด โจทก์จึงกำหนดข้อสัญญาในคำขอของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันตามความในข้อ 3 ที่ระบุถึงการยอมให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบก่อนและจำเลยที่ 1 สละสิทธิที่จะทักท้วงการจ่ายเงินของโจทก์ ทั้งจะต้องชดใช้เงินที่โจทก์ชำระไปแก่โจทก์ด้วย โดยเงื่อนไขในการที่โจทก์ต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันนั้น พิจารณาเฉพาะการได้รับหนังสือเรียกร้องเท่านั้นไม่ต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเพราะปฏิบัติผิดสัญญาต่อเอดีซีซี

เจวี ผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้างหรือไม่ เช่นนี้ เมื่อพิจารณาประกอบข้อความตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์ ที่มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า THIS COUNTER GUARANTEE IS SUBJECT TO THE INTERNATIONAL STANBY PRACTICES 1998 (ISP98) และโจทก์จัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยว่า หนังสือค้ำประกันตอบแทนฉบับนี้อยู่ภายใต้บังคับของแนวปฏิบัติการสำรองแทนระหว่างประเทศ พ.ศ.2541 (ISP98) และมีข้อความเช่นเดียวกันนี้อยู่ในตัวอย่างหนังสือค้ำประกัน ซึ่งฝ่ายจำเลยจัดทำคำแปลเป็นทำนองเดียวกับคำแปลของโจทก์ว่า หนังสือค้ำประกันฉบับนี้อยู่ภายใต้กฎข้อบังคับของระเบียบว่าด้วยการค้ำประกันนานาชาติ 2552 (ที่ถูก 2541) ส่อแสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติการค้ำประกันนานาชาติ

ค.ศ.1998 (ISP98) ฉบับนี้น่าจะเป็นข้อปฏิบัติหรือประเพณีที่ปฏิบัติกันในการออกหนังสือค้ำประกันในทางการค้าระหว่างประเทศและอาจเป็นปกติประเพณีของสัญญาชนิดนั้นที่นำมาใช้ในการพิจารณาปัญหาว่าข้อสัญญา ข้อ 3 ดังกล่าวเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยที่ 1 เกินสมควรหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคสี่ ประกอบ มาตรา 10 (2) แต่โจทก์กลับไม่นำสืบถึงรายละเอียดของแนวปฏิบัติการค้ำประกันนานาชาติ ค.ศ.1998 (ISP98) ดังกล่าวแต่อย่างใด ก็ส่อแสดงว่า การที่ผู้ว่าจ้างต้องการหนังสือค้ำประกันที่มีข้อความเช่นนี้และการที่ธนาคารสามารถออกหนังสือค้ำประกันเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันเป็นปกติของสถาบันการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้เจ้าของงานหรือผู้ว่าจ้างดังเช่นเอดีซีซี

เจวี ในเรื่องนี้ได้รับหลักประกันของสถาบันการเงินที่มั่นคง แน่นอน และเรียกร้องให้ชำระเงินได้รวดเร็วเพื่อแก้ปัญหาผู้รับจ้างปฏิบัติผิดสัญญาได้โดยเร็ว โดยไม่ต้องเรียกร้องหรือฟ้องร้องเอาแก่ผู้รับจ้างและธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันซึ่งต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรเสียก่อนและไม่เป็นปัญหาแก่ธนาคารที่จะต้องตรวจสอบว่าฝ่ายใดผิดสัญญาซึ่งเป็นเรื่องที่กระทำได้ยากมากจนในที่สุดก็ต้องมีการฟ้องร้องกันเสียก่อนดังกล่าว ส่วนปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างก็สามารถว่ากล่าวกันต่างหากได้โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้ดีด้วยกันอยู่แล้ว และแม้ข้อตกลงดังกล่าวนี้จะมีลักษณะที่ธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันถูกเรียกร้องให้ชำระเงินได้ง่ายซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องค้ำประกันก็ตาม แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ห้ามทำข้อตกลงเกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันของธนาคารในลักษณะดังกล่าวและไม่เป็นการพ้นวิสัย

ทั้งการที่โจทก์ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย พ.ศ.2536 โดยมีวัตถุประสงค์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 ว่า "ธนาคารมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจอันเป็นการส่งเสริม และสนับสนุนการส่งออก การนำเข้าและการลงทุน ทั้งนี้เพื่อพัฒนาประเทศ โดยการให้สินเชื่อ ค้ำประกันรับประกันความเสี่ยงหรือให้บริการที่จำเป็นอื่นๆ ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินั้น" เมื่อพิจารณาถึงการที่โจทก์ให้บริการในเรื่องการออกหนังสือค้ำประกันเพื่อให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ต่อเอดีซีซี เจวี โดยให้เป็นไปตามข้อสัญญาระหว่างเอดีซีซี เจวี กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาข้างต้น เพื่อให้จำเลยที่ 1 ได้รับจ้างช่วงทำงานให้แก่เอดีซีซี

เจวี ตามความต้องการของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการค้าบริการในต่างประเทศของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ดังกล่าวแล้ว ตรงกันข้ามหากโจทก์ไม่ออกหนังสือค้ำประกันที่มีข้อความตามที่เอดีซีซี เจวี ต้องการดังกล่าวก็กลับจะทำให้เกิดผลเสียแก่จำเลยที่ 1 เพราะเอดีซีซี เจวี กำหนดในสัญญาว่าหนังสือค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 จัดมาให้ต้องมีข้อความดังกล่าวและการที่จะขอให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันที่มีข้อความตามที่เอดีซีซี เจวี กำหนดไว้ดังกล่าวได้ ธนาคารดังกล่าวก็ย่อมต้องการหลักประกันสำหรับความเสี่ยงที่เมื่อธนาคารดังกล่าวชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันที่ตนออกไปดังกล่าวแล้วจะได้รับชดใช้เงินที่ชำระไปคืนหรือไม่

ดังนั้นย่อมจำเป็นที่จำเลยที่ 1 ต้องขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะเป็นผู้ดำเนินการให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ให้แก่เอดีซีซี เจวี โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันเมื่อได้รับหนังสือเรียกร้องโดยไม่มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านเช่นเดียวกันเพื่อให้เป็นหลักประกันที่มั่นคงให้แก่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา อันจะทำให้ธนาคารดังกล่าวตัดสินใจออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ให้แก่เอดีซีซี เจวี ตามความต้องการของจำเลยที่ 1 เพราะมีหลักประกันตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์ และโจทก์จะเป็นผู้รับความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินที่โจทก์ชำระให้แก่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)

จำกัด (มหาชน) ตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์เป็นทอดสุดท้าย ซึ่งโจทก์ก็ต้องป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวโดยการให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์รวมทั้งให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 แต่หากโจทก์ปฏิเสธไม่ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 โดยมีข้อความการชำระเงินตามข้อความที่เอดีซีซี เจวี กำหนดไว้ดังกล่าว ก็ทำให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) และธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ไม่มีหลักประกันอันมั่นคงเพื่อป้องกันความเสี่ยงของธนาคารในการออกหนังสือค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้แก่เอดีซีซี เจวี และธนาคารดังกล่าวย่อมไม่ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ให้แก่เอดีซีซี

เจวี ก็จะทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถทำงานรับจ้างช่วงกับเอดีซีซี เจวี ได้ตามสัญญาจ้าง ซึ่งกลับจะเป็นการไม่ส่งเสริมหรือสนับสนุนจำเลยที่ 1 และเมื่อมีการเรียกร้องให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์ก็เป็นหน้าที่ตามข้อผูกพันในอันที่จะต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์โดยไม่อาจโต้แย้งคัดค้านได้ดังที่ได้ให้สัญญาไว้ในหนังสือค้ำประกัน และหากโจทก์ปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์ก็จะทำให้โจทก์เสียความน่าเชื่อถืออันอาจจะทำให้ต่อไปภายหน้าโจทก์อาจไม่ได้รับความเชื่อถือในการที่จะออกหนังสือค้ำประกันให้แก่ลูกค้ารายอื่นอีกหลายรายอันเป็นความเสียหายแก่ส่วนรวม จึงเห็นได้ว่า การที่โจทก์ปฏิบัติตามภาระในการชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันมิใช่เหตุที่จำเลยที่ 1 จะกล่าวอ้างได้ว่าโจทก์ไม่ทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนจำเลยที่ 1 ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ และถือไม่ได้ว่า ข้อตกลงและการปฏิบัติของโจทก์เกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันดังกล่าวมานั้นขัดต่อบทกฎหมายเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของธนาคารโจทก์ตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

พ.ศ.2536 มาตรา 7 ทั้งข้อตกลงเช่นนี้ก็ไม่มีลักษณะที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงชอบที่คู่สัญญาจะทำข้อสัญญาดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญาได้ แม้จะแตกต่างจากบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยค้ำประกันก็ตาม ส่วนจะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่จะให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้นหรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาถึงการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างช่วงกับเอดีซีซี เจวี โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 จัดหาหนังสือค้ำประกันที่มีข้อสัญญาดังกล่าวให้เอดีซีซี เจวี จึงเป็นกรณีจำเป็นที่จำเลยที่ 1 ต้องขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันที่มีข้อความตามที่เอดีซีซี เจวี

กำหนดและทำสัญญากับโจทก์ตามคำขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน ข้อ 3 ดังกล่าวมาข้างต้นเพื่อให้รับกันกับหนังสือค้ำประกันที่โจทก์จะออกให้แก่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นคงแก่ธนาคารดังกล่าวในอันที่จะดำเนินการให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 แก่เอดีซีซี เจวี ได้สำเร็จตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 และเอดีซีซี เจวี ตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับเอดีซีซี เจวี มิฉะนั้นจำเลยที่ 1 ก็จะไม่สามารถรับจ้างทำงานให้เอดีซีซี เจวี ได้ตามสัญญาจ้างดังกล่าวมาข้างต้น ดังนั้น ข้อสัญญาดังกล่าวย่อมไม่ใช่ข้อสัญญาที่โจทก์ประสงค์จะเอาเปรียบจำเลยที่ 1 หรือจำเป็นต้องทำเช่นนี้เพราะจำเลยที่ 1 มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าโจทก์ และไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะติดต่อกับสถาบันการเงินอื่นใด

จำเลยที่ 1 ก็ต้องขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันไปตามที่เอดีซีซี เจวี กำหนด และแม้ข้อสัญญาดังกล่าวอาจทำให้จำเลยที่ 1 รับภาระมากกว่าที่ลูกหนี้มีต่อผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม ก็เป็นกรณีที่เกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับเอดีซีซี เจวี ไว้เช่นนั้น จึงเป็นความจำเป็นของจำเลยที่ 1 ที่ต้องตกลงทำสัญญากับโจทก์ตามข้อสัญญาดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 ตกลงไว้กับเอดีซีซี เจวี ย่อมถือได้ว่าข้อสัญญาเกิดขึ้นจากความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ที่จะตกลงแตกต่างจากบทกฎหมายค้ำประกันดังกล่าวเอง จึงต้องบังคับกันตามเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามบทกฎหมายในเรื่องสัญญาซึ่งถือไม่ได้ว่าภาระของจำเลยที่ 1 ตามข้อสัญญาอันเกิดจากเจตนาความประสงค์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้

ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติและถือไม่ได้ว่าข้อสัญญาตามคำขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน ข้อ 3 เป็นข้อสัญญาที่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยที่ 1 เกินสมควร จึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 ย่อมบังคับกันได้ตามข้อสัญญาดังกล่าว กล่าวคือเมื่อโจทก์ได้รับหนังสือเรียกร้องให้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์จากธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) โจทก์ต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันโดยไม่ต้องตรวจสอบว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาต่อเอดีซีซี เจวี หรือไม่ และเมื่อโจทก์ชำระเงินไปดังกล่าวแล้วก็ชอบที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามจำนวนเงินที่โจทก์ชำระไปตามข้อสัญญาข้อ 3 ดังกล่าว

ดังนั้น การที่โจทก์ชำระเงินแก่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เมื่อธนาคารดังกล่าวส่งหนังสือเรียกร้องถึงโจทก์โดยไม่ตรวจสอบก่อนว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาต่อเอดีซีซี เจวี หรือไม่ เป็นการปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาดังกล่าวแล้ว จึงเป็นการชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันโดยชอบ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่โจทก์ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันพร้อมทั้งดอกเบี้ยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนนี้โดยวินิจฉัยว่า ข้อสัญญาตามคำขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน ข้อ 3 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและโจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันโดยไม่ตรวจสอบว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาต่อเอดีซีซี เจวี หรือไม่ เสียก่อน เป็นการชำระเงินที่ไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในปัญหา 2 ข้อนี้ฟังขึ้น แต่อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในปัญหาเดียวกันนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภค ยังไม่ได้วินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วนไม่ถูกต้อง ที่ถูกหากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ต้องให้บังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดก่อน หากไม่พอชำระหนี้จึงให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วนนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และของจำเลยที่ 2 ด้วย

โจทก์จึงเป็นทั้งเจ้าหนี้สามัญผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้และเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำนองด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องโดยใช้สิทธิทั้งสองประการดังกล่าวและมีคำขอท้ายฟ้องว่า หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับจำนองที่ดินรวมตลอดถึงทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน อันเป็นการฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องเต็มตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาในส่วนนี้ว่า หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41993 และ 41994 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ย และให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาล นอกจากค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นคืนให้จำเลยทั้งห้าไปแล้วให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร · เมทินี ชโลธร · สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นางศรีอรุณ มีแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางสาวเสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ผบพ.296/2560
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ผบ2321/2554
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ผบ1951/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4568/2566

เมื่อพิจารณาที่มาและข้อตกลงการใช้บัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต คำนึงถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือบัตรและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต โดยพิจารณาความสุจริต ความรู้ ความเข้าใจ แนวทางที่เคยปฏิบัติและทางได…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3290/2566

ตามสัญญาเงินกู้ ข้อ 4 ระบุว่า "หากผู้กู้ค้างชำระดอกเบี้ยเกินกว่าหนึ่งปี ผู้กู้ยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระ มารวมกับเงินต้นเดิมเป็นเงินต้นใหม่ และให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นใหม่นี้ โดยจะคิดทบไปทุกปี จนกว่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4184/2565

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ออกใช้บังคับแก่คดีผู้บริโภคภายใต้หลักการให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4183/2565

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภคไว้โดยเฉพาะเพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ส่วนการระงับข้อพิพาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2563

คดีนี้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลชั้นต้นให้สืบพยานไปฝ่ายเดียวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 เมื่อในการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ โจทก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้