Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 814/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ช. จำเลยที่ 1 ก็เพียงแต่มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของ ช. แทนทายาททุกคนและมีหน้าที่ต้องแบ่งปันที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่บุคคลใดโดยทายาทผู้ได้รับทรัพย์มรดกไม่ยินยอม แม้จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การที่โจทก์ทั้งห้ามาฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทคืน จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 กรณีไม่ใช่เรื่องเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 เพราะการที่จะเป็นเรื่องเพิกถอนการฉ้อฉลได้นั้น จำเลยที่ 1 ผู้โอนจะต้องมีสิทธิโอนอยู่แล้ว แต่การโอนทำให้โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบเท่านั้น

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1125 ตำบลแคราย (ปลายคลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ที่จดทะเบียนเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 ให้กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเชิญและบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน โอนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวร่วมกัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา หากการเพิกถอนนิติกรรมไม่สามารถกระทำได้ ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 13,800,000 บาท แทน และบังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเชิญจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าว

เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2534 (ที่ถูกวันที่ 23 เมษายน 2534) ให้นายเพยาว์ กับนางชุติมา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและห้ามมิให้จำเลยที่ 1 รับเงินจำนวน 2,000,000 บาท จากสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรสาคร และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอกระทุ่มแบน โอนบ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 2 ตำบลแคราย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ที่ปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ 1125 ให้แก่โจทก์ทั้งห้า หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นางสาวอุทัยวรรณ ทายาทของโจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และโจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายสุทิน ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1125 ตำบลแคราย (ปลายคลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ที่จดทะเบียนเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 และให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของนางเชิญ หากดำเนินการไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 6,900,000 บาท แก่โจทก์ทั้งห้าแทน โดยให้ยึดทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 นำมาชำระหนี้โจทก์ทั้งห้าจนครบถ้วน ในส่วนทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ทั้งห้า และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งห้าชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เพียงข้อเดียวว่าจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายที่ดินที่พิพาทแก่จำเลยที่ 2 เป็นการฉ้อฉลหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่พิพาทโดยไม่ทราบว่าโจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้ถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางเชิญและจำเลยที่ 2 ฟ้องให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนที่ดินที่พิพาทแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งห้าไม่ได้ฟ้องขอให้ทำลายสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยทั้งสอง คำพิพากษาตามยอมจึงยังผูกพันจำเลยทั้งสอง เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า นางเชิญทำพินัยกรรมยกที่ดินที่พิพาทแก่นายอิน เมื่อนางเชิญตายที่ดินที่พิพาทจึงตกเป็นของนายอิน

ต่อมานายอินทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของตนทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งห้า เมื่อนายอินตายที่ดินที่พิพาทจึงตกเป็นของโจทก์ทั้งห้าในทันทีแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางเชิญ จำเลยที่ 1 เพียงแต่มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของนางเชิญแทนทายาททุกคนและมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทให้แก่ทายาททุกคนเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทที่ตกเป็นของโจทก์ทั้งห้าไปขายให้บุคคลใด โดยทายาทผู้ได้รับทรัพย์มรดกไม่ยินยอม ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิที่จะนำที่ดินพิพาทที่ตกได้แก่โจทก์ทั้งห้าไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งห้า ส่วนจำเลยที่ 2 แม้ว่าจะซื้อที่ดินดังกล่าวโดยสุจริต

เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้วก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำที่ดินที่พิพาทไปโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งห้ามาฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทคืน จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 กรณีจึงไม่ใช่เรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 เพราะการที่จะเป็นเรื่องเพิกถอนการฉ้อฉลได้นั้น จำเลยที่ 1 ผู้โอนจะต้องมีสิทธิโอนอยู่แล้ว และการโอนทำให้โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งห้าให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีสิทธิ

เมื่อจำเลยที่ 2 รับซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้วก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท อันเป็นไปตามหลักที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งห้าให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่พิพาทตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งห้ามิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2675/2537 ของศาลแพ่งธนบุรีนั้น เป็นข้อที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวไว้โดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชา มั่นสกุล · นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · ไชยยงค์ คงจันทร์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นายบริพัตร์ โรจน์บัวทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายชัชวาล บุนนาค
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.323/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ139/2538
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1058/2538
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5696/2558

คำร้องของผู้ร้องเป็นการกล่าวอ้างว่านิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 ขัดต่อ พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 มาตรา 54 และมาตรา 88 ตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เป็นอันเสียเปล่าไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12162/2553

การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาท มิได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาท จำเลยที่ 2 รับซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 1 ที่กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1971/2551

จำเลยที่ 1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินแทนทายาททุกคนและมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินให้แก่ทายาททุกคนเท่านั้น ไม่มีสิทธินำที่ดินส่วนที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7906/2544

สุจริตด้วยกัน ผู้ประมาทเลินเล่อย่อมเสียเปรียบ โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความโดยบอกว่าให้ลงไว้เป็นหลักฐานพร้อมกับให้โจทก์มอบหนังสื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7236/2543

โจทก์กับจำเลยทำสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญหรือสัญญาร่วมลงทุนขึ้นเพื่อร่วมกันสร้างอาคารพาณิชย์ขายแบ่งผลกำไรกันเป็นสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างสัญญาจำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกห้างหุ้นส่วนกับโจทก์ โจทก์…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้