คำฟ้องและคำให้การ
คดีสองสำนวนนี้
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันมา โดยคดีแรกโจทก์ฟ้องจำเลยปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าสำนวนที่สองฟ้องว่าจำเลยเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นซึ่งจดทะเบียนแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเลียนเครื่องหมายการค้าจริง แต่ความผิดดังกล่าวนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่านิติบุคคลไม่สามารถกระทำได้ จะแสดงเจตนาทุจริตก็ไม่ได้ จะกระทำได้ก็แต่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้จัดการเท่านั้น
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้จัดการโดยตรงและไม่ได้ทำตามวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจำเลยที่ ๑ ลงโทษจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เจตนาของนิติบุคคลย่อมแสดงออกทางผู้แทนของนิติบุคคลตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๕ เมื่อผู้แทนของนิติบุคคลแสดงเจตนาอันใดซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้แทนในทางการของการดำเนินกิจการตามวัตถุที่ประสงค์ของนิติบุคคล เจตนานั้นก็ผูกพันนิติบุคคล และต้องถือว่าเป็นเจตนาของนิติบุคคลนั้นเอง ฉะนั้น นิติบุคคลจึงอาจมีเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดในทางอาญา และกระทำความผิดซึ่งผู้กระทำต้องมีเจตนา
รวมทั้งต้องรับโทษทางอาญาเท่าที่ลักษณะแห่งโทษเปิดช่องให้ลงแก่นิติบุคคลได้ ซึ่งทั้งนี้ต้องพิจารณาตามลักษณะความผิดพฤติการณ์แห่งการกระทำ และอำนาจหน้าที่ของผู้แทนนิติบุคคลประกอบกับวัตถุที่ประสงค์ของนิติบุคคลเป็นราย ๆ ไป คดีนี้เห็นได้ว่า นายบุญเพ็ชรจำเลยได้กระทำการไปในอำนาจหน้าที่ของนายบุญเพ็ชรในทางการค้ายาอันเป็นวัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วนจำเลย และเพื่อประโยชน์ในทางการค้าของห้างหุ้นส่วนจำเลย ถือได้ว่าเป็นเจตนาและการกระทำของห้างหุ้นส่วนจำเลยด้วย ห้างหุ้นส่วนจำเลยต้องรับผิดทางอาญาเช่นเดียวกับนายบุญเพ็ชร์จำเลย
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลธนบุรีโอสถจำเลยมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๒๓๗ แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๔ ซึ่งมีโทษจำคุกขั้นต่ำเบากว่า ให้ปรับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลธนบุรีโอสถจำเลย ๒,๐๐๐ บาท ริบของกลางให้สำนวนแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.